สร้างฝันด้วยสองมือ

แรงบันดาลใจจาก เด็กหญิงเฉิน ผู้ยอมเสียสละ

สาเหตุที่เด็กหญิงวันสิบสามคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายมีอยู่ไม่กี่อย่าง

หากไม่ใช่การเรียน ก็คงเป็นเรื่องเพื่อน หรือไม่ก็ความรัก

เราคิดกันอยู่เพียงเท่านี้ อย่างมาก เราก็ลามไปเรื่องที่ว่า เธอกำลังเรียกร้องความสนใจ

เราได้รับแจ้งเหตุว่ามีเด็กหญิงอายุ 13 ปีคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยาเกินขนาด

ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมกับรถพยาบาลที่พยายามนำเธอไปส่งที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เราค้นหาสาเหตุการฆ่าตัวตายของเธอ วนเวียนอยู่ไม่กี่เรื่องเช่นเดิม

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของเราคนหนึ่งติดตามอาการของเธออย่างใกล้ชิด

“เธอถึงมือหมอแล้วกำลังล้างท้อง ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง”

“เด็กสมัยนี้ทำอะไรไม่ค่อยคิดถึงจิตใจพ่อแม่” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นเหมือนอย่างที่เอ่ยขึ้นในทุกๆ เคสที่เราเจอเรื่องแบบนี้

“ก็นั่นน่ะสิ เธอจะรู้ไหมว่ากว่าจะโตได้ขนาดนี้เราประคบประหงมมาตั้งเท่าไหร่” ผมเองก็มีลูกสาวอยู่คนและรู้สึกดีที่เธอไม่คิดทำอะไรเช่นนี้เพียงเพื่อประชดหรือเพียงเพื่อเหตุผลงี่เง่าเหล่านั้น ผมรู้สึกภูมิใจในตัวลูกสาวเล็กๆ

“เธอทำให้ฉันคิดถึงลูกของฉันนะ”

“เหมือนกันเลย”

“เอาล่ะ เรามาพยายามหาจดหมายรัก ผลการเรียน หรือประวัติทางโรงเรียน เพื่อนที่ชอบแกล้งเธอ หรือว่าความกดดันบางอย่างที่ทำให้เธอเป็นอย่างนี้กันดีกว่า”

เราทุกคนกำลังมองหาจุดมุ่งหมายเช่นนั้น แต่เราหามันไม่เจอ

เราไม่รู้สาเหตุการฆ่าตัวตายของเธอ

ไม่นานนักเราก็ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายนั้นว่า สิ่งที่เรากำลังหาอยู่นั้น อยู่ติดกับตัวเธอ

สาเหตุการตายของเธออยู่ในร่างของเธอเอง

เรารุดไปยังโรงพยาบาลและตรงไปที่เตียงของเธอ เจ้าหน้าที่บอกเราว่าสาเหตุที่เธอฆ่าตัวตายนั้นมาจาก

“ตับ”

“ตับเหรอ” ผมทวนอีกครั้ง “ปัญหาสุขภาพหรือว่า…”

“ฉันอยากให้คุณเดาว่าเพราะอะไร” เจ้าหน้าที่ผู้ตามติดเด็กหญิงวัยสิบสามคนนี้เอ่ยขึ้น และผมก็ตอบได้แต่สาเหตุเดิมๆ “คุณได้พูดรึเปล่าว่าเธอน่าจะคิดถึงพ่อแม่มากกว่านี้”

ใช่ เราทุกคนต่างพูด

“ฉันจะบอกคุณให้ว่า เพราะเธอคิดถึงพ่อของเธอมากเธอจึงทำเช่นนี้”

“ฆ่าตัวตายตามพ่อเหรอ”

“เปล่า” เจ้าหน้าที่ผู้นั้นส่งจดหมายฉบับที่อยู่ในเสื้อด้านในของเธอให้กับผมและในนั้นเขียนเอาไว้ว่า

‘ถ้าหนูตายแล้วเอาตับของหนูให้พ่อด้วย พ่อหนูกำลังป่วยหนักและเขาไม่มีตับเปลี่ยน ได้โปรดเอาของหนูให้กับเขา หนูอยากให้พ่อมีชีวิตไปอีกนานแสนนาน’

เธอฆ่าตัวตายเพื่อต่อชีวิตให้กับพ่อของตัวเอง

แรงบันดาลใจจาก เด็กหญิงเฉิน ผู้ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อรักษาพ่อของตน

ปัจจุบันเธอยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวขณะที่ชาวจีนระดมเงินเพื่อรักษาพ่อของเธอให้ได้

 

 

สนับสนุนโดย : www.challengedream.com

www.hybridmlm.com

ที่มา : http://blogstorydd.com/

ผมชื่นชอบเธอมากนะ..คนไข้ของผมคนนี้

เธอเป็นนักแสดงที่อยู่ในดวงใจของผม เป็นคนที่เมื่อเห็นหน้าแล้วจะทำให้ผมยิ้มออก เมื่อมองเธอโลดแล่นในจอโทรทัศน์ หรือบนหน้านิตยสารแล้วจะมีความสุข ผมฝันที่จะได้เจอตัวจริงของเธอมาตลอด แต่ไม่คิดว่าเวลาที่เราได้เจอกันจริงๆ นั้น จะต้องอยู่ในฐานะ หมอ และคนไข้ … ที่กำลังจะเสียชีวิต

“เราจะยื้อเวลาเธอได้อย่างมากก็หนึ่งอาทิตย์” ผมบอกความจริงที่โหดร้ายกับแม่ของเธอ เนื่องจากอาการของเธอเลวร้ายมาก เธอได้รับผลข้างเคียงจากการทานยาลดความอ้วน ซึ่งส่งผลกับตับ และทำให้ตับของเธอวายเฉียบพลัน

“ไม่มีทางที่จะยื้อชีวิตเธอได้หรือคะ” คนเป็นแม่ถาม

“ต้องให้คนบริจาคตับให้เธอครับ”

“ดิฉันได้ไหมคะ”

“เกรงว่าจะไม่ได้ครับ เพราะคุณเองก็มีปัญหาเกี่ยวกับตับอยู่แล้ว อวัยวะนี้ไม่เหมือนอวัยวะอื่นที่ให้แล้วไม่เกิดอันตราย มันมีความเสี่ยงกับผู้บริจาคเองด้วย ถ้าจะรอเข้าคิวบริจาคก็คงจะไม่ทัน เธอไม่มีคนอื่นที่พอจะช่วยเหลือได้ เช่นแฟนหรือสามี”

“เธอเป็นดารานะคะหมอ เธอจะมีแฟนหรือสามีได้ยังไง”

ผมลืมไปเลยว่า เธอเป็นคนโดดเดี่ยว

เพราะอาชีพ ทำให้เธอต้องโดดเดี่ยว

ดังนั้นเธอคงต้องเสียชีวิตด้วยเพราะการพยายามดำรงอยู่ในวงการนี้ของเธอ ด้วยเพราะยาลดความอ้วนที่ทำให้เธอยังโลดแล่นอยู่ได้ และเพราะวงการนี้แหละที่ทำให้เธอโดดเดี่ยวถึงขนาดไม่มีคนรู้ใจที่จะอยู่เคียงข้างในวาระเกือบสุดท้ายของชีวิต

“เธอไม่มีใครจริงเหรอครับ”

“มีแต่เพื่อนดาราทั้งนั้น และทุกคนก็รู้ว่าในวงการนี้ถ้าคนรู้ว่ามีเจ้าของแล้ว จะขายออกได้ยังไง”

ในวงการนักแสดงที่นี่ การพูดว่ามีแฟนแล้วก็เหมือนกับการดับอนาคตที่เหลือของตนเอง

การคบกับใครสักคนก็เหมือนเป็นการปิดประตูทางอาชีพการงาน

พวกเขาจึงต้องโดดเดี่ยวเสมอ แม้ในยามนี้ก็ตามที

“เหลือเวลาอีกเท่าไหร่นะคะ” เธอถามผมอีกครั้งและผมต้องบอกความจริงที่ว่า

“ภายในอาทิตย์นี้ครับ”

“ผมอยากบริจาคตับให้เธอ” มีสายหนึ่งในโทรศัพท์ดังขึ้น

“ถ้ามันเข้ากันได้…”

“เข้าได้ครับ ผมรู้” ชายปริศนาผู้นั้นกล่าวด้วยความมั่นใจ ซึ่งผมไม่ทราบว่าเขาหอบความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน

“แต่ยังไงผมก็ต้องตรวจ”

“ผมจะเข้าไปเดี๋ยวนี้”

ชายคนนั้นปรากฏตัวในห้องของผม เมื่อเห็นหน้าเขา สิ่งเดียวที่ผมถามก็คือ

“แล้วคุณจะบอกทุกคนยังไงที่บริจาคให้เธอ ทุกคนต้องสงสัยแน่ว่าทำไมคุณถึงต้องทำขนาดนี้”

“ผมจะบอกความจริง ไม่ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับผมก็ตาม”

ผมทำการผ่าตัดให้พวกเขาขณะที่นักข่าวรุมทึ้งถามว่า ทำไมเขาต้องบริจาคตับให้เธอ ทำไมพวกเขาถึงนอนอยู่เตียงข้างกัน ให้ออกซิเจนอยู่เคียงข้างกัน แม่ของเธอจึงต้องออกมาให้ข่าวตามความจริงว่า

“พวกเขาเป็นแฟนกันค่ะ”

ดาราชื่อดังทั้งสองคนนี้เป็นแฟนกันมานานกว่าสองปีแต่ไม่มีใครสักคนทราบ

ภาพลักษณ์อันแสนโสดตลอดเวลาที่ผ่านมาพังพินาศและหลายคนอาจตราหน้าว่าคนคู่นี้โกหกประชาชน แต่เมื่อเขามีโอกาสพูด เขาพูดเพียงคำเดียวว่า

“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าที่ผมจะได้อยู่เป็นแรงใจให้ใครสักคนในเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต แม้หลังจากนี้ผมจะต้องเจอช่วงเลวร้ายที่สุดก็ตาม”

แรงบันดาลใจจาก Pierre Png นักแสดงที่ยอมแลก

ความเสี่ยงในอาชีพที่เหลือของเขา

เพื่อช่วยชีวิต Andrea De Cruz หญิงที่ตนเองรัก

 

 

สนับสนุนโดย : www.challengedream.com

www.hybridmlm.com

 

 
ที่มา : http://blogstorydd.com/

นอนกรน……มีสาเหตุจากอะไร

ผู้ใหญ่

เพศชาย ประมาณร้อยละ 85 ของผู้ป่วยเป็นเพศ
ชาย ทั้งจากการศึกษาทางระบาดวิทยาและ
การศึกษาผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม พบว่าเพศชายมี
โอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง ด้วยอัตราส่วน
7:1 แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนพบว่าเพศ
หญิงมีโอกาสเป็นมากขึ้น อาจเป็นไปได้ว่า
ฮอร์โมนเพศจะมีผลต่อโรคนี้ได้ เชื่อว่า
อิทธิพลของฮอร์โมนส่งผลที่โครงสร้าง
บริเวณศีรษะและลำคอของเพศชาย เนื้อเยื่อ
บริเวณคอหนาขึ้นทำให้มีช่องคอแคบกว่า
ผู้หญิง ฮอร์โมนของเพศหญิงมีส่วนทำให้
กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดิน
หายใจ มีความตึงตัวที่ดี

อายุมากขึ้น เนื้อเยื่อต่างๆ จะขาดความตึงตัว ลิ้นไก่ยาวและเพดานอ่อนห้อย
ต่ำลง กล้ามเนื้อต่างๆ หย่อนยาน รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจ
บริเวณลำคอ ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปบังทางเดินหายใจได้ง่าย

ลักษณะโครงสร้างของกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางเลื่อนไป
ด้านหลัง ลักษณะคอยาว หน้าแบน ล้วนทำให้ทางเดินหายใจช่วงบนแคบลงเกิดการอุดตัน และทำ
ให้เกิดการหยุดหายใจได้ โรคที่มีความผิดปกติบริเวณนี้ได้แก่ Down’s syndrome , Prader Willi
syndrome , Crouzon’s syndrome เป็นต้น

กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่อ้วน แต่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปัจจัยทางพันธุ
กรรมน่าจะเป็นสาเหตุหลักของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการ
เกิดโรคมากกว่าคนปกติ 1.5 เท่า

อ้วน พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วย OSA มี Body Mass Index (BMI) > 28 กิโลกรัมต่อ
ตารางเมตร หรือมีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน เมื่อลดน้ำหนักได้ 5-10
กิโลกรัมจะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ ผู้ป่วยที่อ้วนมีโอกาสเกิดการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่า
คนทั่วไป เนื่องจากไขมันนอกจากจะกระจาย อยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย เช่น ที่สะโพก หน้า
ท้อง น่อง ต้นขา ยังพบว่ามีเนื้อเยื่อไขมันกระจายอยู่รอบๆทางเดินหายใจช่วงบนมากขึ้น ไขมันที่
พอกบริเวณคอจะทำให้เวลาที่ผู้ป่วยนอนลง เกิดน้ำหนักกดทับ ทำให้ช่องคอแคบลงได้ หน้าท้องที่
มีไขมันเกาะอยู่มากทำให้กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจุของปอดลดลง ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่
ทำให้เกิดการหยุดหายใจได้โดยง่ายขึ้น

แน่นจมูก จมูกเป็นต้นทางของทางเดินหายใจ ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้แน่นจมูก เช่น
มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือเนื้องอกในจมูก ย่อมจะทำให้กรนลำบากขึ้น

ดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่คอยพยุงช่องทาง
เดินหายใจให้เปิด หมดแรงไป เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายขึ้น นอนจากนี้จะกดการทำงาน
ของสมอง ทำให้สมองตื่นขึ้นมาเมื่อมีภาวะการขาดออกซิเจนได้ช้า ซึ่งอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรง
ต่อหัวใจและสมองได้

การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้คอหอยอักเสบจากการ
ระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดการอุดตันได้ง่าย และยัง
ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ

โรคต่อมไร้ท่อต่างๆ ได้แก่ Hypothyroidism, Acromegaly พบว่าทำให้เกิดทางเดินหายใจอุด
ตันได้มากกว่าคนทั่วไป

เด็ก

ในเด็ก อาการนอนกรน มักมีสาเหตุมาจาก

ต่อมทอนซิล (ที่เห็นอยู่ข้างลิ้นไก่ในคอทั้งสองข้าง) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่ง
อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องคอ
ต่อมอะดินอยด์ (อยู่บริเวณด้านหลังโพรงจมูก) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจมี
ส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องจมูก รวมทั้งโพรงไซนัส
ภาวะคัดจมูกเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ เพราะเป็นเหตุให้แน่นจมูก หายใจไม่สะดวก ต้องอ้าปาก
ช่วย ยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้น

ไซนัสอักเสบ โดยเฉพาะไซนัสอักเสบ
เรื้อรัง จะมีน้ำมูกข้น และจมูกบวม ทำให้
หายใจทางจมูกไม่สะดวก จึงนอนกรนได้
ในบางราย มีความผิดปกติแต่กำเนิด
ทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อใน
ทางเดินหายใจใหญ่ เช่นมีลิ้นโต เป็น
สาเหตุให้มีภาวะอุดตันของทางเดินหายใจ
ได้ขณะนอนหลับ

 

 

 

สนับสนุนโดย : www.challengedream.com

www.hybridmlm.com

 
ที่มา : http://www.sleepgroup.com/s0107/index.php?pgid=index

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น

ในเรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า “การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี” อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ

1. การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ

เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่

- การดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

- การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค

2. การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย

การดูแลสุขภาพตนเอง ให้มีสุขภาพสมบูรณ์ และแข็งแรงอยู่เสมอ จะต้องปฏิบัติกิจกรรม ในด้านการส่งเสริมสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ในชีวิตประจำวัน โดยยึดหลักสุขบัญญัติ 10 ประการ และสำรวจสุขภาพตนเอง ดังนี้

1. ดูแลรักษาร่างกาย และของใช้ให้สะอาด

อาบน้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
การรักษาอนามัยของดวงตา
ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญ เราควรหวงแหน และให้ความเอาใจใส่ ควรปฏิบัติดังนี้
อ่าน หรือเขียนหนังสือในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต โดยมีแสงสว่างเพียงพอ แสงเข้าทางด้านซ้าย หรือตรงข้ามกับมือที่ถนัด หากรู้สึกเพลียสายตา ควรพักผ่อนสายตา โดยการหลับตา หรือมองไปไกลๆ ชั่วครู่
ดูโทรทัศน์ในระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรครึ่ง
บำรุงสายตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า เช่น มะละกอสุก ฟักทอง และผักบุ้ง เป็นต้น
ใส่แว่นกันแดด ถ้าจำเป็นต้องมองในที่ๆ มีแสงสว่างมากเกินไป
ตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยแผ่นทดสอบสายตา (E-Chart) ถ้าสายตาผิดปกติ ให้พบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสอบ และประกอบแว่นสายตา
การรักษาอนามัยของหู
หูเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ที่จะต้องเอาใจใส่ดูแลให้ถูกต้อง ดังนี้
เช็ด บริเวณใบหู และรูหู เท่าที่นิ้วจะเข้าไปได้ ห้ามใช้ของแข็งแคะเขี่ยใบหู รูหู
คนที่มีประวัติว่า มีการอักเสบของหู ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหูเด็ดขาด
หากมีน้ำเข้าหู ให้เอียงหูข้างนั้นลง น้ำจะค่อยๆ ไหลออกมาได้เอง หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดบริเวณช่องหูด้านนอก
ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่อับชื้น และให้ความอบอุ่นเพียงพอ
การรักษาความสะอาดของเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องนอนเป็นิส่งสำคัญ เสื้อผ้าที่ใช้แล้วทิ้ง ชั้นนอกและชั้นใน ต้องมีการทำความสะอาดด้วยสบู่ หรือผงซักฟอกทุกครั้ง นำไปผึ่งหรือตากแดดให้แห้ง ประการสำคัญ การสวมเสื้อผ้า ต้อใช้ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ หรือซักไม่สะอาด อับชื้น เพราะจะทำให้เกิดโรคผิวหนังได้
2. รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง

แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลีกเลี่ยงขนมหวาน เช่น ลูกอม แปรงฟัน หรือบ้วนปากหลังรับประทานอาหาร ไม่ใช้ฟันขบเคี้ยวของแข็ง

3. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย

ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนและหลังการปรุงอาหาร รวมทั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ และติดเชื้อโรคได้ ควรล้างมือให้ถูกวิธี ดังนี้

ให้มือเปียกน้ำ ฟอกสบู่ ถูให้ทั่วฝ่ามือ ด้านหน้า และด้านหลังมือ
ถูตามง่ามนิ้วมือ และซอกเล็บให้ทั่ว เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออกไป พร้อมทั้งถูกข้อมือ
ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเฃ็ดมือให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด
4. รับประทานอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด

เลือกซื้ออาหารสด สะอาด ปลอดสารพิษ โดยคำนึงถึงหลัก 3 ป. คือ ประโยชน์ ปลอดภัย ประหยัด
ปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และใช้เครื่องปรุงรสที่ถูกต้อง โดยคำนึงถึงหลัก 3 ส. คือ สงวนคุณค่า สุกเสมอ สะอาดปลอดภัย
รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
รับประทานอาหารปรุงสักใหม่ และใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารรสจัด อาหารใส่สีฉูดฉาด
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ

ไม่เสพสารเสพย์ติดทุกชนิด เช่น บุหรี่ สุรา ยาบ้า กัญชา กาว ทินเนอร์
งดเล่นการพนันทุกชนิด
ไม่มั่วสุมทางเพศ
6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น

ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำงานบ้าน
มีการปรึกษาหารือ และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน
การเผื่อแผ่น้ำใจซึ่งกันและกัน
การทำบุญ และได้ทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน
7. ป้องกันอุบัติเหตุด้วยความำม่ประมาท

ดูแล ตรวจสอบ และระมัดระวังอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น ไฟฟ้า เตาแก๊ส ของมีคม ธูปเทียนที่จุดบูชาพระ และไม้ขีดไฟ
ระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติภัยในที่สาธารณะ เช่น การใช้ถนน โรงฝึกงาน สถานที่ก่อสร้าง และชุมชนแออัด เป็นต้น
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เจริญเติบโตสมวัย กระตุ้นให้กระดูกยาวขึ้น และเข็งแรงขึ้น ทำให้สูงสง่า บุคลิกดี และยังช่วยผ่อนคลายความเครียด จากการทำงาน ตลอดจนเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย โดย

ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20-30 นาที
ออกกำลังกาย และเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และวัย
ตรวจสอบสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง
9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ

พักผ่อน และนอนหลับให้เพียงพอ
จัดสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้าน และนอกบ้านให้น่าอยู่
มองโลกในแง่ดี ให้อภัย และยอมรับข้อบกพร่องของคนอื่น
เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ ควรหาทางผ่อนคลาย ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม
10. มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม

ใช้ทรัพยากร เช่น น้ำ ไฟ อย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงพลาสติก โฟม ตลอดจนการร่วมมือกัน รักษาความสะอาด และเป็นระเบียบของสถานที่ทำงาน และที่พัก เป็นต้น

 

 

สนับสนุนโดย : www.challengedream.com

www.hybridmlm.com

 

 

 
ที่มา  www.samunpri.com

แรงบันดาลใจจาก เมลิสสา โบว์เมอร์

ผู้ยอมเปลี่ยนโปรแกรมการรักษามะเร็งของตนเองเพื่อก้าวพร้อมไปกับลูกชาย

ยากเหลือเกินที่เด็กสักคนจะเข้าใจว่าสิ่งที่เขาเผชิญอยู่คืออะไร

เลเวลินวัยอายุ 4 ปีกำลังเผชิญโรคร้ายอย่างมะเร็ง

เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องมาโรงพยาบาลขณะที่เพื่อนๆ วิ่งเล่นอยู่นอกบ้าน ทำไมเขาต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่บนตียง ขณะที่เพื่อนเขากำลังขี่จักรยาน ทำไมเขาต้องศีรษะล้านจากการทำคีโมขณะที่เพื่อนกำลังวิ่งเล่นพร้อมผมเส้นสวย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องตัวผอมลง เจ็บปวดมากขึ้น และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนี้ รวมทั้งไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร

“ผมไม่เอาแล้ว ผมไม่อยากทำอย่างนี้” เด็กชายตัวน้อยร้องโวยวาย “ผมอยากวิ่งเล่น และผมอยากมีผมแบบคนอื่นเขา”

พยาบาลไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่รู้ว่าต้องอธิบายเช่นไร เพราะพวกเขาไม่เคยมีคนไข้ที่เด็กมากขนาดนี้มาก่อน

“ผมอยากทำอย่างเพื่อนคนอื่น ผมอยากเล่นกับเพื่อน”

“แต่ถ้าอดทนรักษาให้หาย เธอก็จะได้ออกไปเล่นกับเพื่อนไง” พยาบาลคนหนึ่งอธิบาย

“แต่ผมอยากเล่นตอนนี้” เขาบอก “ผมอยากมีเพื่อนตอนนี้”

แต่นั่นเป็นเรื่องยากเหลือเกิน เพราะเด็กวัยสี่ขวบต่างก็ไวต่อการติดเชื้อ และพวกเขามักไม่รู้ตัวว่าเนื้อตัวสกปรกเกินกว่าจะแตะตัวคนไข้

เลเวลินจึงกลายเป็นคนไข้คนเดียวที่อยู่บนเตียงโดยที่เพื่อนเขาไม่ได้เข้าใกล้แม้สักคน

เขามักลูบศีรษะตัวเอง

เขามักนั่งซึมและมองออกไปนอกหน้าต่าง

เขามักนอนร้องไห้อยู่บนเตียงและไม่เข้าใจว่าการรักษาจะจบลงได้อย่างไร

เขามักถามหาช่วงเวลาที่เขาจะกลับไปมีเพื่อนอีกครั้ง

“แม่ฮะ” เขาเอ่ยปากขึ้น “ผมอยากมีเพื่อน”

แม่ของเขายิ้มกลับแล้วถามว่า

“เพื่อนแบบไหน”

“ผมไม่รู้ ผมแค่รู้สึกว่าผมเป็นตัวประหลาด ผมไม่เหมือนคนอื่นเค้า ผมรู้สึกว่าผมเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ไม่มีคนคบ ขนาดผมกับแม่ยังไม่เหมือนกันเลย”

เมลิสสาแม่ของเขานิ่งเงียบก่อนจะยิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า

“เราเหมือนกันเลเวลิน”

เด็กชายมองหน้าแม่และรู้ว่าเขาไม่เหมือนกับแม่ อย่างน้อย เขาก็ไม่มีผม แต่แม่มีผม เขาผอมซูบ แต่แม่ท่าทางสบายดี แต่นั่นเป็นเพียงภายนอกเท่านั้น เพราะไม่กี่วันต่อมา เลเวลินก็เพิ่งรู้ว่าเขากับแม่เหมือนกันเพียงใด

เมลิสสาผมร่วงและหัวล้านมานอนเตียงข้างเลเวลินและพูดว่า

“ทีนี้เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วนะที่รัก” เธอยิ้มและอ้าแขนกอดลูก “ถ้าลูกรู้สึกว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว แม่เองก็จะเป็นมนุษย์ต่างดาวกับลูก ถ้าลูกรู้สึกว่าไม่เหมือนใคร อย่างน้อยแม่ก็เหมือนลูก”

เด็กตัวน้อยไม่เข้าใจ ทราบเพียงแต่ว่าดีใจที่แม่เป็นเหมือนตน

“ผมมีเพื่อน แม่เป็นเพื่อนผม”

“แล้วเราจะผ่านมันไปด้วยกัน ที่รัก แม่จะบอกลูกว่าแม่เจ็บตรงไหน ลูกบอกแม่ว่าลูกเจ็บตรงไหน ถ้าเราหัวล้านพร้อมกัน เราจะมีผมพร้อมๆ กัน ตกลงไหม”

“ฮะ!”

เมลิสสาไม่ได้ตั้งใจว่าเธอจะรักษาตัวเองพร้อมลูก ทั้งๆ ที่เธอเจอมะเร็งก่อนลูกชายของเธอ แต่เมื่อเธอทราบว่าลูกเธอก็เป็นเธอตัดสินใจหยุดการรักษาของตัวเองทันที เพราะเกรงว่าร่างกายจะอ่อนแอเกินกว่าจะดูแลเขาไหว แต่ทันทีที่เลเวลินรู้สึกเช่นนั้นเธอก็ตัดสินใจทำคีโมทันที

‘เขาไม่เข้าใจโรคนี้และทางเดียวที่จะทำให้เขาผ่านไปได้คือ เราต้องเดินไปพร้อมเขา ฉันจะเปลี่ยนโปรแกรมทุกอย่างเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเขา แม้แพทย์จะเตือนว่าเสี่ยงกับชีวิตตนเองก็ตาม’

เพราะนั่นคือความรักของแม่

‘ฉันอยากกอดเขาและเป็นเพื่อนเขาได้ในทุกวินาที’

แรงบันดาลใจจาก เมลิสสา โบว์เมอร์

ผู้ยอมเปลี่ยนโปรแกรมการรักษามะเร็งของตนเองเพื่อก้าวพร้อมไปกับลูกชาย

ขอบคุณที่มา : http://blogstorydd.com/

โลกของผมมืดมนลงมา 8 ปีแล้ว

ไม่ใช่มืดมนทางความคิด ทางจิตใจ หรือไม่ได้มืดมนจากความหดหู่จากปัญหาอะไรบางอย่าง แต่มืดมนเพราะอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อนที่ทำให้ ดวงตาของผมบอดสนิท

ตาข้างซ้ายของผมถูกผ่าออก ตาข้างขวาที่ยังเหลืออยู่ก็ใช้สอดส่องอะไรไม่ได้

ผมรู้สึกสิ้นหวังเหลือเกิน ผมเคยมองเห็น ผมเคยช่วยเหลือตัวเองได้ แต่เวลานี้ผมกลับทำอะไรไม่ได้แม้สักอย่าง

เมื่อก่อนเวลาที่ผมเจอปัญหาผมมักจะคิด ‘เอาน่า เราก็ดีกว่าคนนั้น เราก็ยังมีโอกาสมากกว่าคนนี้’ แต่เวลานี้ผมรู้ว่า คงจะมีคนมองผมแล้วพูดว่า ‘เอาน่า อย่างน้อยเขาก็ดีกว่าผม’

ผมกลายเป็นบรรทัดฐานที่คนจะคิดว่าดีกว่าเสียแล้ว

ผมลูบคลำสิ่งต่างๆ แทนการมองด้วยตา

ผมฟังเสียงสิ่งต่างๆ แทนการกะระยะ

ผมดมกลิ่นต่างๆ เพื่อจินตนาการรูปร่างลักษณะ

ผมพยายามอยู่ให้ได้เพราะยังไม่มีใครรักษาผมได้ แต่ผมต้องการการรักษา

ผมพยายามตามหาหมอที่ทำให้ผมกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง แต่ผมยังไม่เจอ

“แต่ถึงคุณจะตาบอดไปทั้งชีวิต ฉันก็จะอยู่เคียงข้างคุณอยู่ดีนะคะ” ภรรยาของผมเอ่ยเป็นการปลอบใจ

“ผมรู้” ผมตอบเธอ

“ฉันรักคุณนะ”

“ผมรู้ครับ”

เธอกอด ลูบไหล่ของผม และจูบที่หน้าผาก ก่อนจะกลับไปทำอาหารหอมฉุยต่อ

ขณะที่ผมยังคงพยายามถามเพื่อนบ้านเรื่องการรักษาดวงตาของตนเองอย่างไม่ยอมพ่ายแพ้ เพื่อนบ้านของผมเองก็พูดกันว่า ถ้ารักษาไม่ได้ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปให้เจ็บตัวเปล่า หรือว่าต้องสิ้นหวังครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ เพราะผมก็ดูแลตัวเองได้ แถมยังทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่มาช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างปกติ แต่ผมบอกพวกเขาว่า

“ผมยอมเหนื่อย ยอมเจ็บ เพราะผมยังมีความหวังอย่างหนึ่งหลังลืมตา”

กระทั่งวันหนึ่งผมก็ได้พบหมอที่ใครก็ว่ากันว่าอาจจะผ่าตัดสำเร็จแต่เขาก็มีคิวที่ต้องผ่ายาวนานเหลือเกิน

ผมรอได้ และผมจะรอ

เมื่อถึงคิวการรักษาหมอถามผมเหมือนที่คนอื่นถาม

“ดูเหมือนคุณจะชินกับความมืดมิดแล้ว ผมบอกตามตรงนะคนส่วนใหญ่ที่เขาเริ่มชิน บางทีเขาจะไม่มารักษา”

“ผมเคยได้ยินเหมือนกัน แต่ยังไงผมก็ต้องกลับไปมองเห็นให้ได้ ผมหาหมอมาหลายที่แล้วและหวังว่าที่นี่จะเป็นที่สุดท้าย”

“ทำไมคุณถึงอยากมองเห็นครับ”

ผมรู้ว่าคนส่วนใหญ่มีเหตุผลสารพัด เช่นว่า อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม อยากมองเห็น อยากใช้ชีวิตปกติ แต่สำหรับผม เหตุผลเดียวที่ทำให้ผมดั้นด้น ยอมเจ็บ และยอมเหนื่อยก็คือ

“ผมอยากเห็นหน้าภรรยาของผม ตั้งแต่เราพบกัน ผมยังไม่เคยเห็นหน้าเธอเลยสักครั้งเดียว”

ผมเจอเธอเมื่อสี่ปีก่อน ตอนนั้นผมตาบอดไปแล้ว

“ต่อให้การผ่าตัดมีความเสี่ยงแต่ผมคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะได้เห็นหน้าเธอสักครั้งในชีวิต”

แรงบันดาลใจจาก มาติน โจนส์

ชายผู้พยายามผ่าตัดดวงตาให้มองเห็นอีกครั้ง

เพียงเพื่อได้เห็นหน้าภรรยาคนที่รักเขาไม่ว่าเขาจะพิการก็ตาม

ขอบคุณที่มา : http://blogstorydd.com/

เรารู้จักมายโทบี้สมาร์ทบ๊อกส์ครั้งแรกเมื่อปีก่อน

พวกเขาเอามาให้เราทดลองกับเอสกี้ลูกของเรา เด็กตัวน้อยที่อายุหกขวบแล้วแต่ไม่สามารถเดินหรือพูดได้สักคำเนื่องด้วยสมองถูกทำลายไปตั้งแต่เกิด หลายคนในละแวกบ้านของเราเคยนินทาเอสกี้อย่างลับๆ แบบที่ไม่ให้เราได้ยิน แต่เราบังเอิญได้ยินว่า

‘ไม่รู้จะให้เด็กอยู่อย่างทรมานไปทำไม’ หรือไม่ก็

‘ไม่รู้จะทรมานตนเองไปเลี้ยงเด็กที่โตขึ้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้สักอย่างนอกจากกินภาษีของพวกเราเพื่อใช้ชีวิตอยู่ในสถานสงเคราะห์ไปเพื่ออะไร’

สิ่งที่เราทำอาจไม่สามารถทำให้ใครเข้าใจเรื่องนี้ได้ หากบางครั้งเราก็ไม่อาจเข้าใจตนเองเหมือนกัน

หลายครั้งเอสกี้สร้างปัญหา เราหงุดหงิดเกินบรรยาย

เราเห็นเด็กคนอื่นๆ มีพัฒนาการแต่เอสกี้ไม่มี แต่เราต้องอดทนอดกลั้น เราไม่สามารถว่าร้ายเอสกี้ หรือโมโหใส่เขาได้ ทั้งๆ ที่เรารู้สึกและอยากจะทำ ทั้งๆ ที่การเปรียบเทียบหรือดูแคลนจากคนอื่นนั้นถาโถม แต่เราก็ไม่อาจทำได้ลง เพราะเราไม่แน่ใจว่าลูกมีความรู้สึกมากเพียงใด

แต่หากลูกไม่มีความรู้สึกเลย เราจะต่างอะไรกับเลี้ยงตุ๊กตาที่เติบโตขึ้นได้

และหากเขามีความรู้สึกทำไมเขาไม่ตอบสนองอะไรกับเราบ้าง

ความพิการมันทำได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ

บางหนเราก็คิดว่าลูกอาจจะแกล้งเรา อาจจะชอบที่จะไม่เติบโต ชอบที่จะเป็นเช่นนี้ และไม่อยากจะทำอะไรให้มากไปกว่านี้ เพราะเท่านี้ลูกก็สบายเกินกว่าจะสบายแล้ว

แต่ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาเอาเองทั้งนั้น

เราไม่เคยรู้เลยว่าลูกรู้สึกอย่างไรกระทั่งเราเจอมายโทบี้สมาร์ทบ๊อกส์

เครื่องมือไฮเทคจากสวีเดนชิ้นนี้ ใช้เลเซอร์จิ๋วติดตามสายตาของเอลกี้ เมื่อสายตาของลูกหยุดลงที่ไอคอนใดบนหน้าจอสมาร์ทบ็อกซ์ เครื่องจะเปล่งเสียงของคำหรือวลีนั้นที่มีการตั้งโปรแกรมไว้ออกมาเป็นคำแทนความหมายที่ลูกพยายามจะเอื้อนเอ่ยมาตลอดหกปี อาจทำให้เรารู้บ้างว่าลูกคิดอะไร ต้องการอะไร หรือมีความรู้สึกหรือไม่

ทีแรกเราคิดว่าเครื่องนี้คงไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ เพราะระบบการเรียนรู้ของเอสกี้อาจเป็นศูนย์คือ ไม่เข้าใจอะไรแม้การใช้สายตาก็เลื่อนลอยไปเรื่อยจนจับเป็นคำไม่ได้ด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อการทดลองครั้งแรกเกิดขึ้น เราก็ต้องเปลี่ยนความคิด

ลูกของเราใช้สายตาหยุดลงพอดีกับคำคำหนึ่งและค้างไว้เพียงเท่านั้น

ตลอดเวลาหกปีที่ผ่านมาที่ฉันเฝ้าสงสัยและถามมาตลอดว่า เราเลี้ยงเธอมาเพื่ออะไร เรามีความหวังเล็กน้อยบ้างหรือไม่ที่เด็กคนนี้จะเติบโตและไม่เป็นภาระอย่างชาวบ้านว่า เราจะลบคำสบประมาทเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงไหน และวันนี้ฉันก็ได้คำตอบว่าเธอ ไม่ใช่แค่เด็กพิการคนหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือตลอดเวลา แต่เธอก็มีความคิดและมีจิตใจเพราะคำแรกที่เธอเอ่ยคือคำว่า

“หนูรักแม่”

ทันทีที่เอสกี้ทำเช่นนั้น เธอก็ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ราวกับว่าเป็นสิ่งที่อัดอั้นในใจของเธอมาตลอดหกปีที่ฉันเคียงข้างเธออยู่ตรงนี้ คล้ายเป็นการเยียวยาความรู้สึกอันแสนทรมานที่ฉันอัดอั้นมาตลอด จนฉันอยากตะโกนบอกทุกคนว่าสิ่งที่ฉันเพียรทำไม่เคยสูญเปล่า สิ่งที่เราทำลงไปไม่เคยมีอะไรสูญสลาย

ฉันต้องการมายโมบี้สมาร์ทบ๊อกส์เครื่องนี้ ฉันต้องการที่จะเข้าใจลูกและอยากให้ลูกสื่อสารกับเรา ทว่าเครื่องมือชิ้นนี้นั้นแพงเกินกว่าเราจะรับไหว

เรานึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้สิ่งนี้มา นึกไม่ออกว่าจะทำยังไงที่จะทำให้คนที่เหลือผู้ชอบดูแคลนเอสกี้ได้สยบลงกับความจริงที่ว่าลูกเราไม่ใช่ภาระ เธอทำอะไรได้มากกว่าที่ทุกคนคิด แต่เราก็คิดไม่ได้ว่าจะทำยังไงเพื่อให้ได้มันมา

ไม่นานนักเราก็ทำสำเร็จ

แต่ไม่ใช่ว่าเราซื้อเครื่องแล้วทำให้เพื่อนบ้านชาวเมืองทั้งหลายได้เห็น เรื่องกลับกลายเป็นว่า

เพื่อบ้านเขียนการ์ดมาให้เราสั้นๆว่า

‘จากเพื่อนบ้านที่เฝ้าดูเอสกี้ด้วยความดูแคลนมาตลอด ขอมอบไว้เป็นกำลังใจที่คุณทำให้เราเห็นว่าทุกสิ่งเป็นไปได้’

พวกเขาระดมเงินกันซื้อสมาร์ทบ๊อกส์ให้เอสกี้

แรงบันดาลใจจากชาวเมืองแบร์สเตทเคนท์

ผู้ระดมเงินกันอย่างเงียบๆเพื่อซื้อเทคโนโลยีราคาแพงให้เด็กผู้พิการ

ขอบคุณที่มา : http://blogstorydd.com/

๐ เบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีแรงบันดาลใจเป็นพลังขับเคลื่อน

๐ เรียนรู้เรื่องราวและตัวอย่างเล็กๆ จาก 8 คนดังเพื่อสร้างพลังใจ

๐ ‘บัณฑิต อึ้งรังษี-โต๋ ศักดิ์สิทธิ์-ถวัลย์ ดัชนี-โจ นูโว’ ศิลปินชื่อก้องกับผลงานน่าประทับใจ

๐ ‘ภัทรีดา ประสาททอง-ปัทมาวลัย รัตนพล-กรรณิการ์ ชลิตอาภรณ์-หมอพรทิพย์’ตัวอย่างมือ

อาชีพที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

“Smart job” ฉบับนี้ได้รวบรวมแรงบันดาลใจในการทำงานของ 8 คนดัง ในแวดวงต่างๆ เช่น

นักธุรกิจ ดารา ศิลปิน พิธีกร จากสื่อต่างๆ เพื่อถ่ายทอดให้เห็นสิ่งที่ทำให้ท่านเหล่านั้นเกิดแรงบันดาลใจใน

การทำงานและสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริง

‘บัณฑิต อึ้งรังษี’
โชคชะตาที่กำหนดด้วยตัวเอง

วาทยากรไทยที่สามารถก้าวสู่เวทีโลกในขณะนี้คงมีแต่ “บัณฑิต อึ้งรังษี” ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนไทยไม่

น้อยแล้วในวันนี้

แรงบันดาลใจในการทำงานของกับเขาคือ การมองเรื่องของ “โชคชะตา” ว่ามีทั้งดีและไม่ดี แต่สิ่ง

สำคัญคือการโต้ตอบที่เขามองว่าต่างเป็นตัวกำหนดว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่

“ถ้ามีเรื่องดีๆ เข้ามา แต่เรามองว่าเป็นเรื่องลบ ผลก็ออกมาว่าไม่ดี แต่ถ้าเรามองเรื่องไม่ดีให้เป็น

เรื่องดีก็สามารถพลิกการโต้ตอบออกไปให้เป็นสิ่งที่ดีได้”

การใช้ชีวิตของเขาจึงมองหลักใหญ่ๆ 2 ข้อ คือ “กฎแห่งเหตุและผล” เพื่อให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิด

ขึ้นล้วนมีเหตุนำหน้า หากรู้สิ่งที่เป็นต้นเหตุก็สามารถปรับปรุง และเปลี่ยนการกระทำเพื่อกำหนดผลใน

อนาคตให้ดีขึ้นได้ และเรื่องของ “กฎแห่งแรงดึงดูด” ซึ่งเขามองว่าถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ

ความคิดของคนเรา หากเขาอยากได้เพื่อนแบบใดก็จะทำตัวเองให้เป็นแบบนั้น

นี่คือ หลักคิดสำคัญที่ทำให้เขาก้าวสู่เวทีระดับโลกได้

‘ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร’
พ่อกำลังใจที่นิ่งใหญ่

ถ้าพูดถึงชื่อ “ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” หรือ โต๋ ใครหลายคนคงรู้จักเขาดีในฐานะเจ้าของเพลงฮิต “รัก

เธอ” และเขายังเป็นทายาทคนสำคัญของ “นคร เวชสุภาพร” นักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ซึ่งเป็นตำนานเพลง

สตริง

“โต๋” ไม่ใช่เพียงเด็กรุ่นใหม่ที่ทำได้ดีแค่เพียงงานเพลง แม้แต่เรื่องเรียนก็ยังสามารถทำได้ดีไม่แพ้

กันจนได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปัจจุบัน “โต๋”

ออกอัลบั้มชุดที่ 2 Piano & I Part Two โดยเขารับหน้าที่ทำทุกอย่าง ตั้งแต่วางคอนเซ็ปต์อัลบั้ม

เลือกเพลง แต่งเพลง เนื้อร้อง เรียบเรียงดนตรี และโปรดิวซ์

แรงบันดาลใจการทำงานของโต๋ เกิดจากการมีพ่อเป็นแบบอย่างในการทำงาน อย่าง เพลง “ตามทาง

ของพ่อ” ซึ่งเขาแต่งเองเกิดจากความคิดที่ว่าไม่ว่าพ่อจะทำอะไรก็ตามจะมีลูกที่เป็นเด็กตัวเล็กๆ คอยมองดู

เป็นแบบอย่าง

เพราะฉะนั้นสถาบันครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคงจะมาจากบทบาทและหน้าที่อันสมบูรณ์ของพ่อผู้นำ

ครอบครัวนั่นเอง

‘ถวัลย์ ดัชนี’
สมบัติมีค่าคือแรงบันดาลใจ

“ถวัลย์ ดัชนี” เคยบอกไว้ว่า เขาไม่ใช่ศิลปินแต่คือช่างวาดรูปคนหนึ่งเท่านั้นเอง แม้จะมีการพูดกัน

ว่าภาพของเขามีราคาแพงที่สุดในประเทศไทย แต่เขายังคงยืนยั่นหน้าที่ของเขา คือ ช่างวาดรูปที่ทำ

หน้าที่วาดรูป คนจะดูหรือไม่ดูเขาไม่เกี่ยว แต่รูปที่เขาวาดจะถ่ายทอดความเป็นภาษาสากลซึ่งไม่ใช่ภาษา

ไทย ฝรั่งดูก็รู้ ไทยดูก็รู้

สำหรับ “ถวัลย์ ดัชนี” แล้ววันนี้เขาจะอยู่ในจุดที่เรียกว่ามีสมบัติอยู่มากมาย แต่เขากลับมองว่าสมบัติที่

เขามีไม่ใช่แค่สมบัติที่มีค่า แต่เขามีไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานศิลปะ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดใน

ชีวิตของเขาคือการวาดรูป

‘จิรายุ วรรธนะสิน’
ชอบในสิ่งที่ทำก่อนที่จะทำ

“โจ” หรือ จิรายุ วรรธนะสิน เป็นหนึ่งในนักร้องนูโวที่เคยโด่งดังอย่างมากเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่

จนถึงปัจจุบันนี้เขาก็ยังเป็นที่รู้จักอย่างดีของคนรุ่นใหม่ๆ ในฐานะนักร้อง และดารา

แต่หากถามเขาว่าอาชีพของเขาคืออะไร

เขาบอกว่า “นักร้อง” ส่วนการเป็นดาราเขาไม่ได้คิดว่าเป็นดารา แต่มาเป็นนักร้องก็เป็นดาราไปโดย

ปริยาย

เขา ยังบอกต่อว่า สำหรับแรงบันดาลใจในการทำงานเกิดจากความชอบ ถ้าไม่ชอบก็ทำได้ลำบาก และ

ไม่มีความสุข หลังจากนั้นเงินก็จะตามมาเอง ไม่ว่าจะได้เงินมากหรือน้อยก็ยังจับคอร์ดซีต่อไป

นี่คือแนวคิดของศิลปินรุ่นเก๋าที่ยังอยู่ความทรงจำของคนรุ่นเก่าและใหม่ตลอดมา

‘ภัทรีดา ประสาททอง’
ทำสิ่งที่ตัวเองอยากได้

“แป้ง” ภัทรีดา ประสานทอง คือ นักวาดภาพประกอบหนังสือที่มีลายเส้นง่ายๆ แต่ดูแล้วสบายตา

และเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง “แป้ง” นับเป็นหนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่ที่สร้างปรากฎการณ์การวาดรูปที่ไม่จำ

เป็นต้องมีรายละเอียดมากมาย ขอเพียงแค่ใช้ลายเส้นง่ายๆ แต่นับเป็นลายเส้นที่สร้างผลงานน่ารัก รวมทั้ง

สร้างชื่อให้ “แป้ง” เป็นที่รู้จัก

ปัจจุบันการ์ตูนที่เธอวาดถูกผลิตเป็นสินค้าภายใต้แบรนด์ “ปั้บ ปา ดู วับ” โดยแรงบันดาลใจที่ทำให้

แป้งสามารถคิดรูปแบบการ์ตูนเหล่านี้ออกมาได้ เธอบอกว่า เธอจะออกแบบการ์ดในแบบที่ถ้าตัวเองได้รับ

จากเพื่อนแล้วเธอต้องดีใจ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ซ้ำแบบใคร ที่สำคัญต้องเป็นงานที่ไม่ย้ำอยู่ที่เดิม

แต่ต้องพยายามพัฒนางานตัวเองตลอดเวลา

ด้วยแรงบันดาลใจที่เธอทำในทุกวันนี้แต่ละปีเธอออกแบบการ์ดสู่ตลาดปีละ 50 ใบ และยังมีผลงาน

อื่นๆ ออกสู่ตลาดอีกมากมาย

‘ปัทมาวลัย รัตนพล’
สนุกกับงานจนไม่รู้ว่าทำงาน

“ปัทมาวลัย รัตนพล” หรือ จี๊ด เป็นหญิงเก่งอีกหนึ่งคนที่มองเรื่องของการบริหารคนที่ว่ายากเป็น

เรื่องที่สนุก เพราะเป็นความชอบส่วนตัว ประกอบกับธุรกิจ เดอะ ไมเนอร์ กรุ๊ป เป็นเรื่องของกลุ่มไลฟ์สไตล์

สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจสำเร็จได้เรื่องความสามารถของคนเป็นปัจจัยสำคัญ
จนถึงปัจจุบันเธอทำงานอยู่กับ เดอะ ไมเนอร์ กรุ๊ป มาไม่ต่ำกว่า 17 ปี ในตำแหน่งเป็น Senior

V.P. และ COO (Chief Operating Officer) ซึ่งดูแลทางด้านการบริหารธุรกิจ ผลประกอบการ

และโครงสร้างระบบงานทั้งหมดของธุรกิจในเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ รวมทั้งยังสวมหมวกอีกใบในตำแหน่ง

Chief People Officer ซึ่งดูแลทรัพยากรบุคคลมากถึง 14,000 คน

แม้ว่าภาระหน้าที่ของจะมากมาย แต่ชีวิตของเธอใช่ว่าไร้ความสุขทั้งที่ทำงานเกือบตลอดสัปดาห์

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีแง่คิดในการทำงานดีๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะใช้ประโยคที่ว่า “จงรักในงานที่ทำ แล้ว

คุณจะทำงานได้อย่างมีความสุข” เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน

แต่สำหรับจี๊ดแล้วมีข้อคิด คือ “ถ้าเราสนุกกับงานที่เราทำ ก็จะทำให้เรามีชีวิตชีวา จนไม่รู้สึกว่าเรา

ต้องมาทำงาน” เพียงข้อคิดเท่านี้ทำให้เธอ

‘กรรณิการ์ ชลิตอาภรณ์’
ถูกต้อง-ดีแล้ว ก็ทำต่อไป

“กรรณิการ์ ชลิตอาภรณ์” ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งใหม่เมื่อต้นปี 2550 ในฐานกรรมการผู้จัดการใหญ่

กรรมการบริหาร และกรรมการกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม ของธนาคารไทยพาณิชย์ หลังจากที่คลุกคลี่อยู่

ในวงการสินค้าอุปโภคของยูนิลีเวอร์ไทยมานานถึง 32 ปี
การก้าวเข้ามาสู่ตำแหน่ง “แม่ทัพหญิง” คนใหม่ของไทยพาณิชย์ในขณะที่ตลาดธนาคารมีการแข่งขัน

กันสูงเช่นนี้ คงไม่ใช่เรื่อง่ายในการบริหาร

เธอจึงมีหลักคิดที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานว่า

“ถ้าคิดว่าถูกต้องและดีก็ทำ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ผลตามที่ต้องการก็จะปรับปรุงไปเรื่อยๆ เพื่อให้

ประสบความสำเร็จ เหมือนในการปรับปรุงสาขาและเปลี่ยนความคิดของลูกค้าซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้อง

กับคนเป็นหมื่นคนไม่ใช่ง่าย”

โดยสิ่งที่ใช้ในการวัดผลงาน คือความพอใจของลูกค้า ไม่ใช่ตัวเองบอกว่าบริการดีแล้วตรงนี้ไม่ความ

หมาย ต้องให้ลูกค้าเป็นคนบอกเอง

สิ่งเหล่านี้คือหลักสำคัญที่ “กรรณิกา ชลิตอาภรณ์” ใช้เป็นแรงบันดาลใจและหลักยึดในการทำงาน

“พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์”
ในหลวงท่านเป็นแรงบันดาลใจ

ใครที่เคยอ่านหนังสือ “สืบจากศพ” และ “สู้เพื่อศพ” ที่เป็นผลงานเขียนของ “พญ.คุณหญิง พรทิพย์

โรจนสุนันท์” รักษาการผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 70

แพทย์ ด้านนิติเวชวิทยาของไทย และยังเป็น 1 ในแพทย์หญิงด้านนิติเวชที่มีเพียง 10 คนเท่านั้น

ที่สำคัญ “พญ.คุณหญิงพรทิพย์” ยังโด่งดังในฐานะ “หมอผ่าศพเพื่อพิสูจน์หลักฐาน” ที่มีความชำนาญ

และผ่านการผ่าศพมาเกือบ 10,000 ศพในรอบชีวิตราชการ 20 ปี จนได้รับความไว้วางใจจากสังคม

ด้านการตรวจ DNA พิสูจน์สายเลือดพ่อของลูก รวมทั้งยังมีความชำนาญในการพิสูจน์หลักฐานคดีตาย

ปริศนา ฆ่าหั่นศพ หรือฆาตกรรมอำพราง จนได้รับตำแหน่ง “คุณหมอคิวทอง” ประกอบกับบุคลิกสาวมั่น

แต่ตัวเปรี้ยว ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ และทรงผม ชนิดเรียกว่าหลุดกรอบภาพลักษณ์วงการแพทย์ไทย

แม้ว่าภาระงานจะมีมากมายเพียงใดแต่เธอก็มีกำลังใจในการทำงานโดยยึดถือในหลวงท่านเป็นแรง

บันดาลใจในการทำงานมาโดยตลอด เนื่องจากแม้แต่พระองค์ท่านก็ทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อดูแลพสกนิกรให้

มีความสุข เธอจึงตั้งปณิธานที่จะทำหน้าที่ดูแลเรื่องความเป็นธรรมแทนประชาชน

โดยกำลังใจจากในหลวงใช่ว่าเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับเธอเท่านั้น ท่านยังเป็นแรงบันดาล

ใจในการทำงานให้กับใครอีกหลายคน

 

ที่มา  : http://www.unigang.com/Article/1060

ถ้าวันไหนเรามีแรงจูงใจหรือกำลังใจในชีวิต น้อยกว่าปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น วันนั้นอาการที่แสดงออกมาคือ เบื่อ เซ็ง ขี้เกียจ ท้อแท้ ฯลฯ เปรียบเหมือนกับการที่เราขับรถยนต์ขึ้นภูเขา ถ้าวันไหนต้องขับขึ้นภูเขาที่สูงชันมากเกินกว่ากำลังเครื่องยนต์ของเราจะสู้ได้ วันนั้น รถยนต์ของเราก็คงจะหยุดอยู่กับที่หรือไม่ก็ลื่นไถลตกลงมาสู่ที่ต่ำ ถ้าวันไหนเรามีแรงจูงใจหรือกำลังใจ มากกว่าปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้น วันนั้น อาการที่เราแสดงออกคือ สนุก ขยัน แรงฮึดเยอะ ไม่กลัว กล้าทำ กล้าลุย กล้าเสี่ยง ฯลฯ เปรียบเสมือนกับการที่เราขับรถยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์แรงมากหรือเหมือนขับรถโฟวีลที่สามารถขับขึ้นภูเขาลูกไหนก็ได้ ลุยกับสภาพถนนแบบไหนก็ได้

แรงจูงใจมีอยู่ในตัวคนเราอย่างไม่จำกัด แต่ข้อจำกัดอยู่ที่ใจของเราเองที่ไปจำกัดว่าเราไม่มี เราไม่ไหว เราไม่สู้ เช่น เวลาตื่นนอนตอนเช้าถ้าวันไหนเรารู้สึกเบื่อ ท้อ ขี้เกียจ การที่จะลุกขึ้นออกจากเตียงยังยากเลย แทบจะไม่มีแรงต่อสู้กับแรงดึงดูดของเตียง แต่ถ้าวันไหนมีกำลังไหม้บ้าน (แรงผลักที่เกิดจากความกลัว) หรือเราต้องไปขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวต่างประเทศ(แรงดึงที่เกิดจากความอยาก) เราสามารถตื่นและลุกออกจากเตียงได้โดยไม่ต้องลังเล เราสามารถชนะแรงดึงดูดของเตียงนอนได้อย่างง่ายดาย สิ่งเหล่านี้แสดงว่าในความเป็นจริงแล้ว ศักยภาพในตัวเรามีอยู่อย่างไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสิ่งกระตุ้น(ความอยากและความกลัว)และเทคนิควิธีการในการฉุดดึงเอาแรงจูงใจ ออกมาใช้ได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น

เพื่อให้ชีวิตของเรามีแรงขับเคลื่อนที่มากพอและต่อเนื่อง ผมขอแนะนำเทคนิคการสร้างแรงจูงใจจาก 2 แหล่งดังนี้

การสร้างแรงจูงใจ…จากเรื่องราวในอดีต
ชีวิตคนหนึ่งคน คือภาพยนตร์หนึ่งเรื่องที่ถ่ายเก็บไว้ตั้งแต่เกิด แต่ไม่ค่อยมีใครนำมาเปิดใช้ในระหว่างทางของชีวิต ส่วนใหญ่จะเปิดกันก็ต่อเมื่อเข้าสู่บั้นปลายของชีวิต เข้าข่ายที่ว่า “คนแก่ชอบเล่าเรื่องเก่า” เพราะชีวิตของคนกลุ่มนี้ไม่มีอนาคตแล้ว พลังที่จะช่วยให้ชีวิตของเรายังคงอยู่ต่อไปได้คือกำลังใจจากเรื่องราวในอดีตที่รู้สึกภูมิใจ เล่ากี่ครั้งกี่หนก็ไม่เคยเบื่อ (แต่คนฟังเบื่อไปหลายรอบแล้ว) ถ้าเรายังไม่แก่ ขอแนะนำว่าควรจะนำเอาเรื่องเก่าทั้งที่เป็นจุดด้อยและความภูมิใจในชีวิตที่ผ่านมา มาสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง เมื่อไหร่ที่นึกถึงความยากลำบากในชีวิตที่ผ่านมาก็จะทำให้เราเกิดพลังที่จะขับเคลื่อนตัวเองให้หลุดพ้นจากสภาพที่เราเคยลำบากมาก่อน ในขณะเดียวกันถ้าเรานึกถึงเรื่องที่เราภูมิใจ อาจจะเป็นความสำเร็จในชีวิตที่ผ่าน ก็เท่ากับว่าเราได้ชาร์ตไฟให้กับตัวเองด้วยความภูมิใจในอดีตของตัวเราเอง

การสร้างแรงจูงใจจากอดีต ถือเป็นเทคนิคการสร้างแรงจูงใจแบบผลักดันให้ชีวิตเราเดินไปข้างหน้า ด้วยเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว เหมือนกับการที่เราเข็นรถยนต์ที่จอดอยู่จากด้านหลังของรถนั่นเอง ตัวอย่างเทคนิคการสร้างแรงจูงใจจากเรื่องราวในอดีต…

ใครเบื่อพ่อเม่ ขอให้นึกถึงตอนที่เราเจ็บไข้ไม่สบายตอนเด็กๆ ใครเป็นคนเผ้าดูแลเอาใจใส่เราตลอดเวลา
ใครเบื่องาน ขอให้นึกถึงวันเริ่มงานวันแรก
ใครเบื่อสามีหรือภรรยา ให้นึกถึงวันที่แต่งงาน
ใครเบื่อลูกให้นึกถึงวันที่คลอดลูกหรือไปรอหน้าห้องคลอด
ใครเบื่อคนรอบข้างให้นึกถึงวันที่เราเคยไปหลงป่าอยู่คนเดียว หรือวันที่เราต้องอยู่บ้านคนเดียว
ใครเบื่อตัวเอง ให้นึกถึงวันที่เราเคยให้คำปรึกษาผู้อื่น

การสร้างแรงจูงใจ…จากเรื่องราวในอนาคต
คนบางคน ในบางเวลา เรื่องราวในอดีตอาจจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ไม่ได้ อาจจะเป็นเรื่องในอดีตมีแต่เรื่องที่ช่วยฉุดแรงจูงใจให้ต่ำลงไปอีก จึงขอแนะนำให้ใช้เทคนิคสร้างแรงจูงใจโดยใช้เรื่องราว เหตุการณ์ในอนาคตมาหลอกล่อหรือดึงดูดใจ การสร้างแรงจูงใจในชีวิตเปรียบเสมือน การที่เราเข็นรถชีวิตที่จอดอยู่นิ่งๆ ถ้าไม่สามารถเข็นจากด้านหลังได้ ก็อาจจะต้องใช้วิธีการดึงจากข้างหน้า หรือไม่ก็อาจจะต้องใช้ทั้งสองทางรวมดัน(ทั้งดึงและดัน)

สำหรับการสร้างแรงจูงใจจากเรื่องราวในอนาคต เป็นการหลอกตัวเองให้วิ่งไล่จับความฝัน หลอกตัวเองให้กลัวการสูญเสียบางสิ่งบางอย่างในอนาคตไป เป็นการป้องกันคำว่า “เสียดาย” ในชีวิต เพราะคนหลายคนมักจะเกิดคำว่าเสียดายในหลายเรื่อง เนื่องจากมาคิดได้ก็สายไปเสียแล้ว วิธีการสร้างแรงจูงใจจากเรื่องราวในอนาคตเป็นการซ้อมคิดหาคำว่าเสียดายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วนำเอาความรู้สึกเสียดายนั้นๆมาใช้ในการสร้างแรงจูงใจ ตัวอย่างเทคนิคการสร้างแรงจูงใจจากเรื่องราวในอนาคต…

ใครเบื่อพ่อเม่ ขอให้นึกถึงวันสุดท้ายที่ท่านจากเราไป
ใครเบื่องาน ขอให้นึกถึงวันที่เขาจะให้เราออกจากงานหรือวันที่เราจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
ใครเบื่อสามีหรือภรรยา ให้นึกถึงวันที่เขาจากเราไป
ใครเบื่อลูกให้นึกถึงวันที่ลูกประสบความสำเร็จ
ใครเบื่อคนรอบข้างให้นึกถึงวันที่คนเหล่านั้นมาร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของเรา
ใครเบื่อตัวเอง ให้นึกถึงวันที่เราจะประสบความสำเร็จ
สรุป แรงจูงใจไม่ต้องไปซื้อหาหรือหยิบยืมใครที่ไหน มันอยู่ในตัวของเราอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะมีเทคนิควิธีการในการดึงมันขึ้นมาใช้ได้อย่างไร สำหรับเทคนิคที่ผมแนะนำไปนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้อ่านหลายท่านอาจจะมีเทคนิคเฉพาะของตัวเองอีกหลายวิธี ขอให้ลองฝึกดึงพลังภายในโดยการสร้างกำลังใจให้กับตัวเองบ่อยๆ รับรองได้ว่าชีวิตนี้ไม่มีวันหมด “กำลังใจ” อย่างแน่นอนครับ

1. ใช้ความกลัวเป็นตัวนำ
ความกลัวเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจได้ดีที่สุดในมนุษย์ ปฏิกิริยาโต้ตอบแบบ ?สู้? เกิดจากความกลัวในสิ่งนั้นๆ ดังนั้น จงให้ความกลัวทำงานให้คุณ เช่น ถ้าคุณกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าต้องตกงานในตอนนี้ จะหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ดังนั้น คุณจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้งานทำ มีเงินใช้จ่าย เรื่องที่เคยมองว่าเป็นอุปสรรค ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่มองข้ามไปได้

2. ขีดเส้นตายให้เห็นจะจะ
คนส่วนใหญ่ชอบมองจุดเล็กๆมากกว่าภาพรวม เทคนิคนี้ใช้ได้ผล เมื่อคุณให้ความสำคัญกับเส้นตายของสิ่งนั้น ถ้าไม่ละก็ คุณจะมัวแต่โฟกัสเรื่องเล็กน้อยๆในแต่ละวัน และท้ายที่สุด ก็จะมานั่งสงสัยว่า ทำอย่างนั้นไปได้อย่างไร สิ่งที่ต้องนึกถึงอยู่เสมอก็คือ ผลลัพธ์ที่จะได้เมื่อทำสำเร็จ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นในตอนแรกๆ มิใช่หรือ

3. ทำเหมือนเล่นเกม
วิธีนี้ใช้ได้ผลดีเยี่ยมในการสร้างแรงจูงใจให้เด็กๆ ถ้าเป้าหมายคือ ให้เด็กเก็บของเล่นเข้าที่ก่อนเข้านอน ผู้ปกครองก็อาจให้เล่นเกมแข่งเก็บของเล่น ผู้ชนะคือเด็กที่เก็บของเล่นเข้าที่ได้เร็วที่สุด คุณสามารถนำวิธีนี้มาประยุกต์ใช้กับตัวคุณเองได้เช่นกัน สมมติว่า คุณกำลังฝึกวิ่งมาราธอน คุณสามารถฝึกไปเรื่อยๆ เพื่อทำเวลาให้ดีขึ้น หาวิธีวัดผลและทำเวลาให้ดีที่สุด

4. กำจัดทางเลือกอื่นๆ
ในคืนที่พระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพเข้าตีเมืองจันทบุรี เพื่อยึดเป็นที่มั่นในการกอบกู้เอกราชคืนจากพม่า พระองค์ทรงนำจิตวิทยาในด้านการรบมาใช้กับแม่ทัพนายกอง เพื่อต้องการรบให้ชนะ โดยสั่งให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกง เพื่อเข้าไปกินอาหารเช้าในเมือง ถ้าตีเมืองไม่ได้ก็ต้องอดตาย วิธีนี้เป็นการขจัดความคิดยอมแพ้ออกจากใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน ไม่มีทางเลือกที่จะคิดว่า ?ไม่เป็นไร เรากลับบ้านก็ได้? นี่เป็นขั้นตอนที่น่ากลัว แต่ในบางครั้ง มันกลับเป็นหนทางเดียวที่ใช้ได้ผล
สำหรับคนที่ลาออกจากงานประจำที่มั่นคง เพื่อมาทำธุรกิจของตัวเองนั้น ก็เปรียบเหมือนการ ?ทุบหม้อข้าวหม้อแกง? พวกเขาจะถอยกลับไม่ได้ ต้องทำให้สำเร็จเท่านั้น

5. บอกเป้าหมายให้คนอื่นรับรู้
ถ้าคุณมีเป้าหมายในชีวิตที่ต้องการทำให้สำเร็จ อย่าเก็บไว้กับตัวเองคนเดียว จงบอกให้คนที่คุณเคารพนับถือรับรู้ด้วย การบอกกล่าวให้คนอื่นๆรู้ จะทำให้คุณเลิกล้มไม่ได้ง่ายๆ เพราะคุณต้องการรักษาคำพูดกับคนที่คุณแคร์ ถ้าต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้น คุณจะรู้สึกเสียหน้า ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเป็นเช่นนั้น จึงมักเก็บความฝันที่จะทำสิ่งต่างๆไว้กับตัวเอง ไม่บอกคนอื่น เพราะกลัวทำไม่สำเร็จ เดี๋ยวจะขายหน้า อย่างไรก็ดี ถ้าคุณต้องการทำความฝันให้สำเร็จละก็ ควรจะบอกให้คนอื่นๆรับรู้ให้มากที่สุด

6. บอกตัวเองซ้ำๆ ทุกวัน
บอกกับตัวเองทุกๆวันถึงเป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จ สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีนี้ ลองทำตามนี้ ให้เขียนประโยคที่ระบุสิ่งที่คุณต้องการทำให้สำเร็จ 1-2 ประโยคลงบนกระดาษ เขียนให้สั้นกระชับ แล้วอ่านข้อความนั้นดังๆก่อนเข้านอน ทันทีที่ตื่นนอน และทำตามช่วงเวลาที่คุณกำหนดในแต่ละวัน
การทำเช่นนี้ บางคนอาจดูว่าเป็นการหลอกตัวเอง แต่มันช่วยให้ใจของคุณโฟกัสในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ไม่ให้วอกแวก แม้ว่าจะมีสิ่งอื่นเข้ามาเบี่ยงเบนความสนใจ

7. ตั้งกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
การจัดตั้งกลุ่มในลักษณะนี้ เท่ากับคุณพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เพียงแต่คุณจะกลัวเสียหน้าใน หมู่เพื่อนสมาชิก เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค แต่คุณยังมีคนคอยให้คำแนะนำและระดมความคิดเพื่อเดินหน้าต่อไป คุณจะประหลาดใจในสิ่งที่บรรดาสมาชิกในกลุ่มช่วยกันทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้

8. แตกเป้าหมายเป็นชิ้นย่อยๆ
ถ้าเป้าหมายของคุณเป็นเรื่องใหญ่ ที่คุณรู้สึกกลัวและเป็นห่วงว่าจะทำไม่สำเร็จ แม้ว่าคุณจะพยายามอย่างหนัก หรือได้บอกใครต่อใครไปหลายคนแล้วก็ตาม สิ่งที่คุณควรทำก็คือ จงแตกเป้าหมายให้เป็นชิ้นเล็กๆ เป้าหมายย่อยที่คุณวางไว้ ควรเป็นสิ่งที่คุณภูมิใจเมื่อทำสำเร็จ และสามารถพาไปสู่เป้าหมายใหญ่ได้ การทำงานชิ้นเล็กๆนั้น จะช่วยไม่ให้คุณท้อแท้ได้ง่าย

ลอง ทำตามคำแนะนำข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เมื่อคุณรู้สึกขาดแรงจูงใจที่จะทำอะไร เพราะจริงๆแล้ว มันเป็นการหลอกตัวเอง ให้ทำในสิ่งที่คุณรู้ดีว่าเป็นสิ่งดีสำหรับคุณนั่นเอง