สร้างฝันด้วยสองมือ

เรือใบลุยแหลกตั้งแต่ต้น
ในช่วงต้นนักเตะแมนเชสเตอร์ ซิตี้พยายามบีบเกมขึ้นมาสูงเพื่อหวังทำประตูขึ้นนำให้ได้เร็วแล้วก็มีโอกาสในนาที 6 จากจังหวะที่อเกวโร่ใช้ความขยันวิ่งซอยเท้ายิกๆไปเก็บบอลที่สุดเส้นหลังด้านขวาก่อนปั๊มบอลผ่านตัวประกบแล้วเปิดคืนให้เตเวซซัดด้วยซ้ายโดนไม่เต็มแต่บอลยังปลิ้นไปเข้าทางยาย่าได้กระทุ้งอีกทีแต่ก็โดนขวางทำให้ยิงไม่ถนัดบอลเลยพุ่งหลุดกรอบ

 

ซิลบาสุดมั่นแตะบอลหาช่องแล้วยิงเอง
“เรือใบสีฟ้า”ยังเดินเกมบุกอย่างต่อเนื่องจนนาที 16 แบร์รี่แทงบอลทะลุไปให้เตเวซทางฝั่งซ้ายก่อนที่หัวหอกอาร์เจนไตน์เล่นสั้นไปยังซิลบาแล้ววิ่งทำทางเข้าไปในเขตโทษทว่าปีกสแปนิชไม่ยอมจ่ายคืนโดนเลือกแตะออกข้างเพื่อเปิดมุมแล้วสับไกยิงไปติดเซฟของเคนนี่ที่เสาแรก

ซิสเซ่กดฟรีคิกเลียดไม่ผ่านฮาร์ท
นาที 23 ควีนส์ปาร์คมาได้ฟรีคิกหน้าเขตโทษเยื้องฝั่งซ้ายภายหลังแบร์รี่ยกเท้ายันใส่ซิสเซ่ในจังหวะแย่งลูกกลางอากาศแต่น่าเสียดายที่มือวางอันดับหนึ่งเรื่องเซตพีซอย่างทารับต์ถูกดร็อปไว้อยู่ที่ข้างสนาม สุดท้ายเลยเป็นซิสเซ่ที่ขอยิงเองโดยกดเลียดทะลุกำแพงไปโดนฮาร์ทล้มตัวดักไว้ได้

ยาย่าเจ็บแฮมสตริงส่อเปลี่ยนตัว
เจ้าบ้านมีเรื่องให้กังวลในนาที 35 เมื่อดูเหมือนว่ายาย่าจะมีอาการบาดเจ็บแถวแฮมสตริงก่อนล้มลงกองบนพื้นแป๊ปนึงแล้วส่งสัญญาให้ไมค์ ดีนทราบว่ายังไหว ขณะที่กองเชียร์รอบเอติฮัดก็ส่งเสียงโห่กดดันใส่เคนนี่นายด่านคิวพีอาร์ที่งัดแท็คติกถ่วงเวลามาใช้

เรือเฮ!ซาบาเลต้าเติมมายิงไม่เหลือซาก
ความพยายามของแมนฯซิตี้มาประสบผลในนาที 39 เมื่อซาบาเลต้าขึ้นเกมมาทางริมเส้นด้านขวาก่อนเปิดไปติดบล็อกเลยหันมาเล่นสั้นประสานงานกับเพื่อนแล้ววิ่งทำทางเข้าไปในเขตโทษก่อนที่ยาย่าผ่านบอลตามมาให้ได้กดเต็มข้อติดปลายมือเคนนี่แต่ด้วยความแรงบอลยังสปินเข้าไปซุกก้นตาข่ายที่เสาไกลทำให้เจ้าบ้านออกนำ 1-0 เมื่อจบครึ่งแรก

ขณะที่ยาย่า ตูเร่ซึ่งเพิ่งโดนเปลี่ยนตัวออกไปหลังมีอาการบาดเจ็บแล้วให้ไนเจล เด ยองก์ลงมาแทนช่วงท้ายครึ่งแรกนั้นอาจกลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังพรีเมียร์ลีกที่คว้าแชมป์ได้ในวันเกิดของตัวเองพอดี

ครึ่งหลัง

ผีมีลุ้น!ไต้ซือยิงตีเสมอเรือ
กลับมาเล่นครึ่งหลังได้เพียงสามนาทีกองเชียร์เจ้าบ้านต้องเงียบกริบเมื่อเลสค็อตต์ไปโหม่งสกัดพลาดทำให้บอลไปเข้าทางซิสเซ่ได้จับแล้วแต่งบอลก่อนซัดผ่านตัวฮาร์ทไปเสียบเสาขวาเป็นประตูตีเสมอ 1-1 ทำให้โมเมนตรัมไปเข้าทางแมนฯยูเสียแล้ว

 

คิวพีอาร์เหลือสิบคน!บาร์ตันเกรียนเล่นงานแข้งซิตี้สามคนรวด
อย่างไรก็ตามควีนส์ปาร์คก็ดีใจอยู่ไม่นานเมื่อนาที 54 ต้องมาเหลือผู้เล่นแค่สิบคนหลังบาร์ตันมาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังไปเล่นนอกเกมด้วยการศอกใส่หน้าเตเวซ พอจังหวะชุลมุนก็ยังไม่เข่าใส่อเกวโร่อีกแถมยังมีคอมโบอีกชุดด้วยการเฮ้ดบัตต์ใส่ก็องปานี จนริชาร์ดส์ต้องลุกจากม้านั่งสำรองมากันออกไปแล้วยังเกือบมีปัญหาอีกหลังบาโลเตลี่ขอมีส่วนร่วมโดยเดินเข้าไปยั่วบาร์ตันเป็นการส่งท้าย งานนี้มีแบนยาวแน่นอน

เคนนี่เซฟเป็นไอหนุ่มพันมือ
พอตัวมากกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้รีบลุยเข้าใส่ทันทีโดยที่นาที 56 นาสรี่สบโอกาสยิงไปโดนเคนนี่เซฟเอาไว้ได้ด้วยขา ขณะที่อีกสองนาทีถัดมานายด่านทีมเยือนก็โชว์ซูเปอร์เซฟอีกสองครั้งซ้อนเริ่มจากการบล็อกลูกยิงของเตเวซแล้วตามด้วยการป้องกันการวัลโวของอเกวโร่ในจังหวะถัดมา

ผีกรี๊ดลั่น!คิวพีอาร์ไล่แซง 2-1
บุกเพลินมากไป”เรือใบสีฟ้า”ก็เจอทีเด็ดของตัวสำรองควีนส์ปาร์คเล่นงานจนได้เมื่อนาที 65 ตราโอเร่ที่เพิ่งลงสนามมาไม่นานกระชากบอลขึ้นมาทางกราบซ้ายก่อนบรรจงเปิดเข้าไปหน้าประตูให้แม็กกีวิ่งเข้าโขกกดลงพื้นผ่านมือฮาร์ทเข้าไปตุงตาข่ายให้ทีมเยือนพลิกนำ 2-1 โอกาสคว้าแชมป์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแล้ว

เรือเครียด!ยิงอย่างไรก็ไม่เข้า
โดนแซงนำไปแบบนี้แถมตัวยังมากกว่าก็ยิ่งทำให้”เรือใบสีฟ้า”เลือดขึ้นหน้าเปิดเกมรุกเต็มสตรีมจนนาที 73 ก็มีโอกาสจากการโหม่งของเตเวซแต่ถูกปฏิเสธไว้ได้โดยเคนนี่แถมจังหวะเข้าซ้ำของซาบาเลต้าก็ดันไปแฉลบออกหลังประตูอีก

เรือไปไม่ถูก!ซัดมาเจอเคนนีกันหมด
นาที 79 อเกวโร่เก็บบอลได้ที่เส้นข้างสนามก่อนล็อกตัดเข้าในมาจ่ายให้เซโก้ทว่าเคนนี่ออกไปดักเลยทำให้กองหน้าบอสเนียกดหลุดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย ขณะที่นาทีถัดมาบาโลเตลลี่ที่ลงมาแทนเตเวซก็ได้อัดเต็มข้อแต่เคนนี่ยังชกออกไปอีก

เรือทำช็อคซัดสองเม็ดช่วงทดเจ็บ
ท้ายเกมแมนเชสเตอร์ ซิตี้มาสร้างปฏิหารณ์เมื่อเซโก้มาโขกลูกเตะมุมเข้าไปในช่วงทดเจ็บนาที 2 แถมต่อจากนั้นอีกสองนาทีอเกวโร่โซโล่เดี่ยวฝ่าแนวรับทีมเยือนเข้าไปยิงผ่านเคนนี่อย่างสวยงามให้ทีมพลิกแซง 3-2

คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นหนแรกในรอบ 44 ปีโดยถือเป็นสมัยที่ 3 ต่อจากฤดูกาล 1936-37, 1967-68 แต่หากนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกก็เป็นสมัยแรกและเป็นทีมที่ 5 ที่ขึ้นแท่นครองแชมป์ต่อจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส, อาร์เซน่อลและเชลซี

 

 

ที่มา…. soccersuck.com

1. สำรองผลไม้ในตู้เย็นผักผลไม้ที่ควรสำรองในตู้เย็นอย่าให้ขาด ได้แก่ กะหล่ำปลี แครอท ส้มแอปเปิ้ล ซึ่งนอกจาก จะมีประโยชน์มากสำหรับสาว ๆ ที่กำลังไดเอตแล้วการรับประทานผักผลไม้เป็นประจำยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วยนะ

 

2. เหงือกดีด้วยน้ำชายามเช้าองค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่า การบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลด แบคทีเรียในช่องปากได้เนื่องจากสารโพลีฟีนอลจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นต้นเหตุ ของ ฟันผุส่วนการดื่มชาหลังมื้ออาหาร ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกได้

 

3. ดื่มน้ำมากขึ้นดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ เกือบ 50 %เชียวล่ะ

 

4. เปลือยเท้าคลายเครียดการย่ำเท้าเปล่า ไปบนทรายนุ่ม ๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากการเดินเท้าเปล่า จะช่วย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

 

5. รับแสงแดดอ่อน ๆมีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่าผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลยมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเมืองที่มีแดดเนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกายแต่การโดนแดดจัดในช่วงบ่าย ๆ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน ควรรับแดดอ่อน ๆในช่วงเย็นจะดีกว่า

 

6. หันมารับประทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะสำหรับมื้อว่างยามบ่าย แทนที่จะไปคว้าคุ๊กกี้หรือเค็กช็อกโกแลตซึ่งเพียบด้วยแคลอรี่ เปลี่ยนมาทาน ขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่นรับรองว่า จะช่วยให้คุณรู้สึกมีกำลังวังชาแล้วยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ะ

 

7.สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลง ๆ ลืม ๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่าหรืออาหารเมนูปลา รวมทั้ง เพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 เช่น ไข่ นมถั่วเหลือง นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้

 

8. เดินไวไว ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย แต่ยังห่วงใยสุขภาพของตัวเองอยู่ลองใช้วิธีเดินให้ไวขี้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน เดินไปที่ป้ายรถเมล์สักสามสี่ป้ายหรือเดินขึ้นลงบันไดให้ได้ วันละ 20 นาทีจะช่วยบริหารหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรงและยังทำให้หุ่นสลิมสมส่วนเป็นของแถม

 

9. เติมไขมันดี ๆ ให้ร่างกายไขมันนั้น ไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพระไขมันมีอยู่หลายชนิดไขมันที่เป็นมหามิตรกับร่างกายน่ะ หากร่างกายขาดแคลนอาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว และไขมัน โอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งเป็นไขมันดี ๆ ที่ไม่เพียงให้ พลังงานทำให้มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจอีกด้วย

 

10. Just Do Nothingลองหยุดภารกิจวุ่น ๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชั่วโมงให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ใช้เวลาอยู่คนเดียวตามลำพังจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสงบ เป็นเวลาที่จะได้เรียนรู้วิธีหยุดพักใจอาจจะฟังเพลง เงียบ ๆ คนเดียว หรืออาบน้ำอุ่น ๆแล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ค่อย ๆ จิบน้ำชา ชมดอกไม้เป็นการเติมความรื่นรมย์ด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่นและมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ และยังห่างไกล จากโรคความรีบร้อนอันหมายถึง โรคที่ทำให้คุณตื่นตัว และเร่งรีบจนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง

 

 

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/10/10-health-tips.html

ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติวันนี้จะขอเสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ

 

1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ

2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้

3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง

5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้

6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง

7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้

8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด

9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ

10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์

12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน

13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง

 

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/10/14.html

การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุสั้น เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง การทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับ เครื่องยนต์ overload ไม่ช้าเครื่องก็พัง วิธีแก้ไขในกรณีต้องทำงานดึก (เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมเร็ว) ผู้ที่มีหน้าที่บริหารงาน มักจะพบปัญหานี้กันมาก เพราะต้องเร่งงาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก

 

1. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า

2. ระบบร่างกายจะรวน ดังนี้

 

ระบบการย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ คืออาหารที่ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึก อุจจาระจะสวย ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับแท่งทอง แต่ถ้าอดนอนแล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษ อะไรต่างๆ ติดอยู่ เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เกิดจากการที่ร่างกายย่อยไม่หมด เพราะล้า แนวทางแก้ไข ให้ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารเหนียวๆ มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้ เราหลับไปแล้ว แต่ลำไส้ไม่หลับ ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย ให้ทานไข่ นม แทนพวกเนื้อ สัตว์ ก็จะพอถูไถไปได้ มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวารจะถามหา (ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนม แทนไข่)

 

ท้องผูก มี 2 ลักษณะ

1. ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง

2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่ แต่ลำไส้ล้า กระเพาะอาหารล้า ทำให้ไม่มี แรงบีบให้ออกจนหมด

 

ดังนั้นในวันหนึ่งๆ จึงต้องถ่ายหลายครั้ง โรคที่จะตามมาก็คือ ผื่นคันบริเวณขาหนีบ (ไม่ใช่เพราะความ สกปรกหมักหมม) จะคันทั้งวัน ปกติอุจจาระจะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ถ้าแข็งแสดงว่าส่วนที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาในลำไส้ ซึ่ง มันเป็นของเสีย ที่ต้องขับออก ผลก็คือทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อนๆ เช่นที่ขาหนีบ สาเหตุก็มาจาก ท้องผูกนั่นเอง เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก ถ้าต้องดึกก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง จะได้รีดอุจจาระออกมา ได้เร็ว ทานเสร็จแล้วอย่านอน ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน ลำไส้มันก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วย ทำให้ย่อยได้ดีขึ้น ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็จะหาย ถ้ายังไม่หาย (เนื่องจากอายุมาก) ให้ทานน้ำขิงสด (ไม่ใช่ขิงผง เป็นซองๆ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมากๆ ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้องจะอืด เฟ้อ บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หา ถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะชา

 

ระบบปัสสาวะ ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมาจะปัสสาวะครั้งเดียวจบ แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง กลางดึกจะต้อง ลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย overload ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออ กมาใช้ จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อย ทำให้พวกเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่ แนวทางแก้ไข ให้ทานแคลเซี่ยมเม็ดได้ แต่อย่ามาก แค่ 1 เม็ดก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก คืออาการที่กระดูกงอกทับเส้นประสาท (ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย) ถ้าไม่ทานแคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก และเติมเกลือในน้ำด้วย คือพอเราดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะแล ะเหงื่อ เราทานเกลือมากๆ ยังออกทางเหงื่อได้ แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง อย่าทาน พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขนเป็นเม็ดแดงๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย บางคนไม่กลั้น แต่ดื่มน้ำน้อย อาการก็จะเหมือนกับการโม่ แป้งฝืดๆ ลำไส้บีบตัวไม่ไหว ต้องเค้น ก็จะเพลีย แต่ถ้าดื่มน้ำมาก ทำให้ถ่ายสบาย ถ้าดื่มน้ำน้อยจะทำให้กรดยูเรียเข้มข้น พอเรากลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ถ้ากลั้นบ่อยๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด ระบบเหงื่อ คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย ถ้าเหงื่อไม่ออกความร้อนภายในร่างกา ยจะระบายไม่ได้ ทำให้อึดอัด ของเสียในร่างกายก็ออกไม่ได้ โรคผิวหนังจะถามหา สิวฝ้าจะขึ้น เพราะฉะนั้น ดื่มน้ำให้มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอ เอาจนเหงื่อออกให้ได้ คนนอนดึกเหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะแทน ไตเลยทำงาน หนัก

 

ระบบหายใจ ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงได้ต้องมีความชื้น ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ ไม่ใช่ อากาศไม่พอ อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก และออกซิเจนไม่ ได้ แนวทางแก้ไข ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่งดี ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอนสบาย การดื่มน้ำหวานๆ ตอนอยู่ดึกๆ ก็ช่วยได้ แต่อย่าหวานมากจะทำให้อ้วน ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้ เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น คนนอนดึกเสียงจะแห้ง เพราะไตมันล้า การใช้สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อน การกัดจะน้อย อย่าใช้สบู่แรงๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ ถ้าฟอกวันละหลายๆ ครั้งไขมันจะหมด จะทำให้ผิวแตก ถ้าคันมากๆ อันเนื่องมาจากการนอนดึก ถ้า เราไม่ทราบเราจะยิ่งฟอกสบู่หนักเข้าซึ่งไม่ดี ให้ฟอกวันเว้นวัน การดูแลรักษาร่างกายให้ดี จะทำให้นั่งสมาธิได้ดี นั่งได้นาน ไม่คัน ไม่เข้าห้องน้ำบ่อย

 

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/10/blog-post_25.html

เห็นว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ จึงอยากเผยแพร่ต่อ….

หากใครได้ดูรายการ “ข้อเท็จจริง..วันนี้” ทางช่องยูบีซี 7 ที่มีการการพูดคุยกับ ศ.นพ.รุ่งธรรม ลัดพลี เกี่ยวกับเรื่อง “ภาวะสมองเสื่อง..กับไข่ไก่” เรื่องที่มีการการสนทนากันนั้น พอจับใจความหลักๆ ได้ว่า … จากค่านิยมเดิมๆที่ทราบกันว่า การบริโภคไข่ทุกวันนั้น จะไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ทางคุณหมอบอกว่าอยากให้เลิกค่านิยมดังกล่าวเสีย เพราะข้อเท็จจริงในปัจจุบันนั้น ไข่นับว่าเป็นอาหารราคาถูก ปรุงง่าย แต่มากด้วยคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

 

การที่หลายๆคนมีระดับคลอเสลเตอรอลในเลือดสูงนั้น เป็นเพราะตับทำงานไม่มีประสิทธิภาพเอง คุณหมอยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูงในระดับ 200 นั้น หากทานไข่แล้ว มันไปเพิ่มอีกเพียง 20 แต่ตรงกันข้ามประโยชน์ที่ได้จากการทานไข่ มันมากกว่าไอ้ส่วนที่ไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด คุณหมอบอกว่า โรคอัลไซเมอร์นั้น ผลการวิจัยล่าสุด ระบุว่า เป็นเพราะอาการเลือดในสมองน้อย หรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ การรับประทานไข่ทุกวันๆละ อย่างน้อย 2 ฟอง จะช่วยได้มาก คุณหมอยังอ้างถึงและพูดถึงผู้สูงอายุว่าการบริโภคไข่ทุกวันนั้น ไม่มีปัญหาดังที่เราๆเข้าใจกันแบบผิดๆ

 

คุณหมอรักษาผู้สูงอายุหลายๆคนที่มาให้การรักษาในหลายๆโรค ขนาดอายุ 80 กว่า คุณหมอยังแนะนำให้ทานไข่วันละ 2 ฟอง ผลก็คืออาการของโรคที่รักษาบรรเทาลง คนไข้มีอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก จากที่เดินไม่ค่อยได้ ก็กลับมาเดินได้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไข่มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่,ไข่เป็ด,ไข่นกกระทา, และอีกหลายๆชนิด แต่ไข่ไก่ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนการนำมาประกอบอาหารนั้นแล้วแต่ใจชอบ ประกอบอาหารแบบไหนได้ทั้งนั้น คุณหมอเสริมว่า ส่วนของไข่ที่ดีที่สุดนั้น อยู่ที่จุดๆหนึ่งในไข่แดงที่มีลักษณะคล้ายๆเส้นใยยึดส่วนอื่นๆไว้ (หากไม่เคยสังเกต ก็ลองเตาะไข่ดิบดู) พร้อมกันนี้ ก็ได้มีการยกแผนภูมินำมาประกอบว่าประเทศไทยมีการบริโภคไข่ต่อคนมากน้อยเพียงใด ปรากฎว่า ต่ำกว่าหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว โดยประเทศที่บริโภคไข่ต่อคนสูงสุด ก็คือญี่ปุ่น รองๆลงมาก็มีจีนแดง, สหรัฐอเมริกา, ฯลฯ คุณหมอยังให้ข้อคิดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีสติปัญญาที่ดี ทำไมอาหารมื้อเช้าทุกวัน ยังมีไข่เป็นส่วนประกอบเสมอ และทานกันทุกวัน แต่เรากลับยึดถือแต่ค่านิยมเรื่องคลอเลสเตอรอล…. การบริโภคไข่จะช่วยบำรุงสมองเป็นอย่างดี อย่าไปสนใจพวกอาหารเสริมที่โฆษณากันเลย ไข่นี่แหละสุดยอดของอาหารแล้ว หากอยากฉลาด ต้องทานไข่ คุณหมอยังเสริมว่าภาวะเลือดที่ข้นเกินไป จะไม่เป็นผลดี เพราะการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายจะไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆในแต่ละวัน

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/10/blog-post_4901.html

ใครที่ชอบทานมังคุด ทราบหรือไม่ว่า มังคุดก็สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาบอกกัน…

 

นักวิทยศาสตร์ ได้ศึกษาสารสกัดจากเปลือกมังคุดพบฤทธิ์จู่โจมเฉพาะเซลล์มะเร็งในร่างกาย โดยไม่สร้างความเสียหายให้เซลล์ดีที่อยู่รายรอบผลการทดลอง สารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี แม้จะใช้เพียงเล็กน้อยเพียง 4 มิลลิกรัมก็ตามสารสกัดจากเปลือกมังคุดที่นำมาใช้ในการศึกษานี้ ได้รับการสนับสนุนจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยการทดสอบพบว่า สารสกัดในปริมาณ 4 มิลลิกรัม ดังกล่าว สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้กว่า 50% ของเซลล์มะเร็งทั้งหมด และจากการขยายผลนำสารสกัดไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งอื่น ก็พบว่าสามารถออกฤทธิ์ดีในการทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้และเซลล์มะเร็งตับ

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองหันมาทานมังคุดกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี

 

 

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/10/blog-post_4811.html

ปัจจัยที่มีผลกำหนดให้มนุษย์เรามีสายตาปกติ สายตาสั้น ยาว หรือเอียง เกิดจากความสมดุลระหว่างความโค้งของกระจกตาดำ เลนส์ตา และความยาวของลูกตา

 

ในคนที่สายตาปกติจะมองเห็นภาพได้ชัดเนื่องจากแสงจากภาพหรือวัตถุที่เข้าตาผ่านกระจกตาดำซึ่งจะหักเหแสงเข้าหากันระดับหนึ่ง

 

จากนั้นจะผ่านเลนส์แก้วตาซึ่งก็จะหักเหแสงเข้าหากันมากขึ้นอีก และลำแสงจะไปรวมเป็นจุดเดียวที่กลางจอประสาทตาพอดี จึงทำให้เห็นภาพชัด

 

แต่ในคนสายตาสั้นลำแสงจะไปรวมเป็นจุดเดียวก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้ลำแสงที่ไปถึงจอประสาทตาเป็นลำแสงที่บานออก

 

ไม่เป็นจุดเดียวจึงทำให้เห็นภาพ ไม่ชัด จำเป็นต้องใช้แว่นเลนส์เว้าเพื่อช่วยกระจายแสงออก เพื่อเลื่อนให้แสงไปรวมกันไกลขึ้นให้ไปตกที่กลางจอประสาทตาพอดีทำให้เห็นภาพชัด

 

สาเหตุของสายตาสั้นอาจจากกระจกตาของคนนั้นมีความโค้งมากกว่าปกติทำให้มีกำลังหักเหแสงมากเกินไป ลำแสงจึงรวมกันก่อนถึงจอประสาทตา แต่ในบางคนอาจจะจากมีลูกตายาวผิดปกติจึงทำให้ลำแสงรวมกันก่อนถึงจอประสาทตา.

 

 

 

 

 

 

ที่มา : http://mblack1.ran4u.com/detailClubForum.do?clubId=2793&clubForumMenuId=4244&clubForumId=8301

คะแนน สอบตอนเรียนหนังสือไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด นักเรียนที่เรียนเก่งในชั้นเรียนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ในอนาคตก็ได้ นอกเหนือจากคะแนนสอบแล้วสิ่งที่ควรมี หรือควรฝึกฝนเพื่อให้ your live go success คือ

- ความกล้า

- ความมั่นใจ

- ความขยันหมั่นเพียร

- ความมุทะลุ

- ไหวพริบ (ทางการเงิน)

- ความอดทน (อึด)

 

คนส่วนมากมีความรู้ เก่ง ฉลาด แต่ขาดความกล้า และ ความมั่นใจ ซึ่ง 2 สิ่งนี้ เป็นอุปสรรคที่คอยกดไม่ให้เราแสดงออก

 

คนส่วนมากกลัวความเปลี่ยนแปลง บางคนทำงานเป็นลูกจ้างเงินเดือนสูง มีบ้าน มีรถ ราคาแพง ที่ต้องผ่อนจึงตก เป็นทาสเงินเดือน และยังหลอกตัวเองว่า  อาชีพของตัวเอง มั่นคงอยู่ เลยต้องตั้งหน้าทำงานหนักต่อไป และ ต่อไป

 

 

โอกาสทางการเงิน

 

คนที่ยึดติดกับช่องทางที่เงินไหลเข้าด้วยการเป็นพนักงาน ลูกจ้างกินเงินเดือนอย่างเดียวนั้นจะทำให้เขาขาดโอกาสในการเพิ่ม ช่อง asset แต่สิ่งที่จะช่วยให้คนเงินเดือนสามารถเพิ่มช่อง asset ได้นั้นคือ ไหวพริบทางการเงิน  และ ความคิดสร้างสรรค์   เพื่อเป็นช่องทางในการหาโอกาสทางการเงิน

 

ไหวพริบ และ ความคิดสร้างสรรค์จะทำให้เราคิดหาทาง ออกในทุกๆเรื่องได้ อย่าคิดว่าบางเรื่อง เราทำไม่ได้ แต่ให้เราคิดมากๆ ในเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสนับสนุนของ ไหวพริบทางการเงินว่าไอ้ที่เราคิดว่าทำสิ่งนั้นไม่ได้ ให้ คิด ใหม่ว่า ” จะทำอย่างไร-how ”  ถึงจะได้สิ่งนั้นมา

 

คนรวยกล้าที่จะทำ กล้าที่จะลงทุน เพราะเขาคิดเสมอว่าการลงทุน เหมือนการเล่นเกมส์ มีทั้งชนะและ แพ้ แต่ถ้า เราฝึกฝนทุกวัน จนมีความชำนาญ เชี่ยวชาญแล้ว เราย่อมมีความมั่นใจ จนสามารถบริหารความแพ้ได้ ซึ่งในแง่การ เงินแล้ว การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ถ้าเราสามารถบริหารความ เสี่ยงได้ เราจะเป็นผู้ชนะ

 

จงคิดเสมอว่า คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะพบกับความ ล้มเหลวมาแล้วแทบทั้งนั้น และความล้มเหลวนี้เองเป็นส่วนหนึ่ง ของความสำเร็จ คนที่กลัวความล้มเหลว จะหมดโอกาสได้ร่ำรวย เพราะคุณไม่ได้เริ่มเลย….เปรียบเหมือนการวิ่ง ถ้าไม่เริ่มออกจากจุด start คุณจะไปถึงจุด finish ได้อย่างไร

 

 

 

 

 

 

ที่มา : http://www.richerstock.net/RICHDAD/secret5.htm

ดวงตา 2 ข้างของเรา เริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เจริญพัฒนาเพิ่มขึ้นหลังคลอด และสมบูรณ์เมื่ออายุ 6-7 ปี หลังจากนั้นคนส่วนใหญ่จะมีดวงตาปกติจนอายุ 40 ปี จึงเริ่มมีการเสื่อมของดวงตาลงเรื่อย ๆ และเสื่อมมากเมื่ออายุ 60 ปีขึ้น ในแต่ละวัยปัญหาของดวงตาจึงแตกต่างกันตามช่วงอายุ การตรวจเช็คสุขภาพตา มีความจำเป็นแตกต่างกันตามช่วงอายุ ดังนี้

 

1. ช่วงแรกคลอดถึงอายุ 2 ปีเต็ม ถ้าบุตรหลานของท่านมีลักษณะต่อไปนี้ สมควรตรวจตา

-  คลอดก่อนกำหนด

-  ไม่สบตาแม่ ไม่จ้องสิ่งของ

-  ตาเหล่เข้าหรือออก, ตากระตุกหรือสั่น

-  มีประวัติพ่อหรือแม่เป็น “ตาขี้เกียจ” หรือสายตาสั้นมาก

-  สังเกตเห็นแววตา มีสีขาววาว หรือขาวขุ่นสะท้อนให้เห็น

-  น้ำตาคลอตาข้างใดข้างหนึ่งตลอดเวลา

 

2. ช่วงอายุ 3-5 ปี วัยก่อนเข้าโรงเรียน

พบ 3% มี “ตาขี้เกียจ” ดังนั้นวัยนี้จึงมีความจำเป็นต้องตรวจตา, ตรวจสายตา เพื่อหาภาวะ “ตาขี้เกียจ” และแก้ไขให้หาย (ถ้าอายุมากกว่า 8-9 ปี ไม่สามารถแก้ไขได้)

 

3.ช่วงวัยเรียนถึงวัยรุ่น ช่วงนี้เด็กส่วนมากตาเห็นดี และปกติ ในรายที่ผิดปกติควรตรวจตา

-  ดูกระดานไม่ชัด ต้องหยีตา, ก้มหน้า เอียดหน้าจึงจะชัดขึ้น

-  ปวดหัว ปวดตา เมื่ออ่านหนังสือ หรือใช้สายตามาก ๆ

-  สงสัยตาบอดสี

-  กลางคืนตามัวมาก ปรับตาในที่มืดไม่ค่อยได้

 

4. ช่วงวัยหนุ่มสาว วัยทำงาน ไม่ค่อยมีปัญหา ยกเว้นในรายที่ใช้สายตามาก ๆ  ควรตรวจสุขภาพตาเมื่อ

-  สายตาสั้นเพิ่มขึ้นทุกปี

-  มีหยากไย่ลอยไปมาเป็นครั้งคราว หรือมีแสงแวบ ๆ ในตา

-  มีประวัติต้อหิน ในครอบครัวและญาติ

 

5. ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป เริ่มมีการเสื่อมของดวงตา ควรเช็คสุขภาพตาทุก 1-2 ปี เพื่อ

-  ตรวจวัดความดันลูกตา หาโรคต้อหิน

-  ตรวจวัดสายตา ช่วงอ่านหนังสือ

-  ตรวจสุขภาพลูกตา เพื่อหาโรคต้อกระจก ต้อหิน

-  ในรายที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงของจอประสาทตาจากโรคที่มีผลต่อการเห็น

-  ยารักษาโรคเรื้อรังบางตัว อาจสะสมในตาและมีผลต่อตาได้ เช่น ยารักษาข้ออักเสบเรื้อรัง ยารักษาวัณโรค ยา Steroid ฯลฯ ถ้าท่านจำเป็นต้องใช้ยาระยะยาว ควรตรวจตาเป็นระยะ

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลพญาไท

แหล่งที่มา : http://www.phyathai.com

อัตราเสี่ยงของเชื้อโรคเข้าสู่ตาสูงมากเพราะขี้เกียจล้างมือให้สะอาด เสียเวลาในการใส่ และถอดคอนแทคเลนส์สายตา

 

ยิ่งตอนตื่นเช้า (ก่อนหน้านั้นได้นอนน้อย) รีบไปเรียน นี่เสียเวลามาก ๆ เพราะคอนแทคเลนส์สายตาไม่ยอมติดตา เนื่องจากตาแห้ง

 

ต้องคอยหยอดน้ำตาเทียม (หรือเอาน้ำที่แช่นั่นแหละหยอด) เพราะตาขาดอ๊อกซิเจน กระพริบจะรู้นึกได้เรยว่าเจ็บ

 

ซื้อคอนแทคเลนส์สายตาบ่อย ๆ (ใช้รายเดือน)เล่นคอมนาน ๆ เจ็บตามาก เพราะมันกันแค่รังสี uvเดินทางที พกหลายอย่าง

น้ำตาเทียม น้ำยาแช่ ตลับ

 

 

 

 

 

ที่มา : http://mblack1.ran4u.com/detailClubForum.do?clubId=2793&clubForumMenuId=4244&clubForumId=7815