สร้างฝันด้วยสองมือ

โรคหัวใจและหลอดเลือด ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประชากรโลก

 

ใน โลกนี้ทุกๆ 2 วินาทีจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าว และ 1 ใน 5 คนที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน มัก

จะเสียชีวิตอย่างกะทันหัน โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ส่วนใหญ่เกิดกับชายในวัยทำงานที่กำลังสร้างตัว

และขะมักเขม้นกับการหาเลี้ยง ครอบครัว สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่รวมไป

ถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย และตามัวตามืดนั้น มีต้นตอที่เกิดจาก “โรคหลอดเลือดแดงตีบ-ตันจากตะกรัน

ในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและเปราะ (Atherosclerosis)” ซึ่งโรคนี้นับเป็นมฤตยูร้ายต้นเหตุ

การเสียชีวิตอย่างแท้จริง

 

ปัจจุบัน พบว่าแนวโน้มการเกิดตะกรันในหลอดเลือดแดงทำให้หลอดเลือดแข็งและเปราะเพิ่ม ขึ้น เพราะวิถี

ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น พฤติกรรมในการบริโภค การออกแรงขยับเขยื้อนน้อยลง รวมไปถึงการไม่ได้ออกกำลัง

การใช้ชีวิตที่รุมเร้าด้วยความไม่แน่นอนทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง ห่างไกลศาสนาขาดที่พึ่งทางใจ  ดัง

นั้นคนทุกเพศทุกวัยมีโอกาสที่จะเกิดตะกรันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและเปราะได้ทั้งสิ้น

 

อาการเริ่มแรกของโรคหัวใจขาด เลือด มักจะมีอาการเจ็บหน้าอก เจ็บแขนซ้ายหรือกราม อึดอัดหายใจไม่ออก

อ่อนเพลียและเหงื่อออกง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อหัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ขณะออกกำลังกาย สามารถ

ตรวจพบโดยการทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินบนสายพานพร้อมบันทึกคลื่น หัวใจ

 

 

 

สำหรับ ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสริมการเกิดตะกรันในหลอดเลือดหัวใจและสมอง มีทั้งปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่

ได้ เช่น เพศ อายุ และ พันธุกรรม เช่น การมีอายุมากขึ้น (ผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป ผู้หญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป)

มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ 4 ประการแรกที่

สำคัญคือ บุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน     ปัจจัยเสริม ได้แก่ ความอ้วน ความ

เครียด เกลือ น้ำตาล ขาดการออกกำลังกายอย่างงสม่ำเสมอสำหรับการตรวจคัดกรองเบื้องต้น ได้แก่ วัด

ความดันโลหิต ตรวจเลือดวัดปริมานไขมันทั้ง 6 อย่าง วัดปริมาณน้ำตาลในเลือด รวมทั้งการให้ข้อมูล

เรื่องประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวกับแพทย์ด้วย

 

การ ป้องกันและดูแลสุขภาพด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม เริ่มต้นด้วย

การเลิกทำร้ายผิวในของหลอดเลือด ด้วยการงดการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงสูดควันบุหรี่ของคนอื่น ลดหรือ

งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ อาทิ ผักสดผลไม้สดหลายรสและ

หลากสี เลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง รับประทานอาหารแต่พอดีกับแคลอรี่ที่ใช้

ในแต่ละวัน ป้องกันการสะสมไขมันที่ทำให้อ้วน มีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสม ไม่นั่งทำงานอยู่

กับโต๊ะนานเกินไป หมั่นหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผ่อนคลายความเครียด  รักษาความดันโลหิต

ควบคุมระดับไขมันในเลือด และเบาหวาน ที่สำคัญควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ

 

ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ

ผลดีผลเสียของการบริโภค น้ำมันแต่ละชนิดว่าน้ำมันชนิดใดดีต่อร่างกาย ชนิดใดไม่เหมาะสมต่อผู้ที่เป็น

โรคหัวใจ เบาหวาน   มะเร็ง เป็นต้น หลายคนจึงเริ่มหลีกเลี่ยงน้ำมันไม่ดีหันมาใช้น้ำมันที่มีสัดส่วน กรด

ไขมันชนิดดีมากขึ้น ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนล่า

เป็นต้น ซึ่งพบว่าจะมี กรดไขมันดีคือชนิดไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง  กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว มี

ผลต่อการเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) และลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ทำให้ลดความเสี่ยง

ต่อการเกิดโรค หลอดเลือดและหัวใจ กรดไขมัน  โอเมก้า 3 และ 6 ซึ่งเป็น “กรดไขมันจำเป็น” หมายถึง

กรดไขมันที่ร่างกายสร้างไม่ได้ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น กรดไขมัน โอเมก้า 3 และ6 ที่ได้จากน้ำมัน

ทานตะวัน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและเป็นสารตั้งต้นในการสร้าง EPA และ DHA ซึ่งช่วย

ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด มีส่วนช่วยให้สมองและดวงตาทำงานได้ดี

 

 

 

ปัจจุบัน นักวิจัยพบว่าร่างกายของคนเราควรบริโภค กรดไขมันชนิด  โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ใน

ปริมาณที่พอเหมาะและในสัดส่วนที่สมดุลจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย โดยที่สถาบันแพทย์

University of Maryland แนะนำให้บริโภค  โอเมก้า 6  โอเมก้า 3 ในสัดส่วน 4 : 1 เพื่อความ

สมดุลของร่างกายและช่วยป้องกันภาวะผิดปกติของร่างกาย ธรรมชาติไม่สามารถสร้างน้ำมันที่มีกรดไขมัน

โอเมก้า 3 และ 6 ในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงเป็นทางเลือกใหม่ในการบริโภคน้ำมันชนิดใหม่ที่เกิดจากการ

ผสมผสานระหว่าง “น้ำมันคาโนล่าผสมน้ำมันทานตะวัน” ซึ่งน้ำมัน 2 ชนิดนี้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้รัก

สุขภาพว่าเป็นน้ำมันที่ดีมีคุณค่าต่อ สุขภาพ โดยนำมาผสมในสัดส่วนน้ำมันคาโนล่า 4 ส่วนต่อน้ำมัน

ทานตะวัน  1 ส่วน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ผ่านการค้นคว้าแล้วว่าสมดุลและเหมาะสมกับความต้องการของ ร่าง

กาย เพื่อให้ได้รับ กรดไขมัน โอเมก้า 3, 6 ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับการบริโภค

 

นอกจากนี้ Blended oil ที่เกิดจากการผสมของน้ำมันคาโนล่าและน้ำมันทานตะวันในสัดส่วนนี้ยังมี  โอ

เมก้า 9 และวิตามินอีสูง มีจุดเดือดสูงถึง 230 องศา จึงสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย

ประเภท ทั้ง ผัด ทอด ย่าง หมัก ทำน้ำสลัด เป็นต้น การเลือกบริโภคน้ำมันที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการ

เกิดโรคร้ายต่างๆ ซึ่งน้ำมันชนิดนี้มี  โอเมก้า 3, 6 ในสัดส่วนที่สมดุลและเหมาะสมจึงจะเกิดประโยชน์สูง

สุดต่อร่างกายและยังจะช่วย ส่งเสริมสุขภาพได้ จึงอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของบริโภคในยุคนี้ การรู้ทัน

โรคร้าย หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โรคร้ายไหนๆ ก็มิอาจคุกคามคุณได้.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา : ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

 

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

 

บทกวีของ Eunuchus ให้ข้อแนะนำที่ดีเป็นนัยให้คนเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่ดี ซึ่งหมายถึงการมีโภชนาการที่ดีนั่นเอง และเมื่อร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะเป็นสูตรเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ดีที่สุด เพราะถ้าคนเรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ร่างกายก็มีความฟิตทุกส่วนนั่นเอง

 

แครอทและแอปริคอท แครอทเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อติดกลุ่มอาหารเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในชาวตะวันออก ราชวงศ์กษัตริย์นิยมเสิร์ฟแครอทในงานเลี้ยงแนะนำหนุ่มสาวในการเลือกคู่ เนื่องจากแครอทมีสารเบต้าแคโรทีนสูง เชื่อกันว่า เบต้าแคโรทีนช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มและระดับฮอร์โมนเพศโปรเจสเตอโรน ส่วนในประเทศจีนความเชื่อที่ปฏิบัติกันในกลุ่มเจ้าสาวจีน คือ ต้องรับประทานผลแอปริคอทเพื่อเพิ่มโอกาสปฏิสนธิ พูดง่ายๆ คือ จะได้ตั้งครรภ์เร็วขึ้น แอปริคอทมีสารเบต้าแคโรทีนและแมงกานีสสูง ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดถูกใช้ในการสร้างฮอร์โมน

 

กล้วยหอม กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่เชื่อว่าเพิ่มความสามารถการมีเซ็กซ์ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะนอกจากกล้วยจะมี โปตัสเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทแล้ว ยังมีวิตามินบี 6 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสารสื่อข่าวในสมองอีกด้วย

 

มะเดื่อ มะเดื่อเป็นผลไม้ยอดนิยมที่เชื่อว่าเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของชาวกรีกในสมัยโบราณ มะเดื่อมีวิตามินบีชนิดไนอะซินสูง วิตามินชนิดนี้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในทุกส่วนของร่างกาย และนอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมน

 

หน่อไม้ฝรั่ง ประเพณีเก่าแก่ของชาวอังกฤษ เชื่อว่า การรับประทานหน่อไม้ฝรั่งต้มทุกเช้า เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน จะช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศได้ดีทั้งอาจจะเป็นเพราะหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่เป็นแหล่งของไนอะซิน

 

ปลาและหอย ปลาและหอย เป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศอีกชนิดหนึ่งในวัฒนธรรมการกินอาหารของหลายๆ ประเทศ ถึงกับว่าเมื่อมีการรณรงค์ให้รับประทานอาหารทะเล สถาบันหอยนางรมของสหรัฐอเมริกาเหนือถึงกับใช้สโลแกนว่า กินหอยนางรม สร้างชีวิตรักให้ยืนยาว การเอ่ยอ้างเช่นนี้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า หอยนางรมมีแร่ธาตุสังกะสีสูง และสังกะสีช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ตามทฤษฎีจะช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกนั่นเอง นอกจากนี้ สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบ ซึ่งถ้าเกิดกับชายใดก็จะทำให้เกิดปัญหาทางเพศได้เช่นกัน

 

กรดโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลเป็นสารอีกชนิดหนึ่งที่สร้างสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ พลอสตาแกลนดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทในด้านการตอบสนองทางเซ็กซ์ และเคยใช้เป็นสารที่ใช้ฉีดเฉพาะที่ในชายที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้ผนังเส้นเลือดคลายตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันปลาแคปซูลจะให้ผลเหมือนอาหารธรรมชาติ ฉะนั้นคุณผู้ชายไม่ต้องวิ่งไปซื้อน้ำมันปลามารับประทานให้สิ้นเปลืองเปล่าๆ

 

ดังนั้น หลักของโภชนาการที่ดีร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั่นเอง ถ้าปฏิบัติตัวได้ตามนี้แล้วคงไม่ต้องเสียเงินซื้อยาโด๊ปต่างๆ ให้สิ้นเปลือง

 

 

 

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/11/blog-post_4269.html

คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็ง แรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้าย แรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย

 

หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และ อาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดี แล้ว ต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า

 

1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ลส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2อย่างคือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรี สูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้

 

2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้า เลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละสุก หรือส้มตำ(มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอ กับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด

 

3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อย ที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้

 

4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาว ลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป

 

5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็ก ส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษ ถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ ทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้า ไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

 

วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว

อุปกรณ์

ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด

มะนาว 4 ลูก

เกลือป่น 2ช้นชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน

 

วิธีทำ

ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูกและเกลือ 1 ช้อนชา เขย่า ให้เข้ากัน

 

มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูด ซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ

หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่น คือาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้

 

กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ต่อหนึ่ง ครั้งที่

 

 

 

 

 

 

 

ทีมา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/11/1_14.html

ปัญหาหลักของมนุษย์เงินเดือน….. ลืมวางเป้าหมายชีวิต
ถ้ามองย้อนไปหลายปีก่อนในเดือนมีนาคมนี้ มันจะเป็นเดือนที่สำคัญสำหรับนิสิต-นักศึกษาหลายๆคนที่จะออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาเผชิญชีวิตจริงๆในการทำงาน

มีน้องๆหลายคนมาปรึกษาผมเรื่องการหางานทำ คำถามยอดฮิตก็คงไม่พ้นคำถามเหล่านี้
1.จะทำงานอะไรดี ?
2.งานที่ไหนดี ??
3.เวลาเลือกงาน เราต้องเลือกยังไง ?
4.ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่างานแบบไหนเหมาะกับเรา

 

คำถามเหล่านี้มักจะมาจากการที่คนๆนั้น มีทัศนคติการใช้ชีวิตประเภทมองสั้นๆหรือไม่มีการวางเป้าหมายระยะยาว

ถ้าเราถามคำถามลงลึกๆเช่น

1.เราได้เป้าหมายชีวิตไว้อย่างไร
2.มีสิ่งใดที่สำคัญมากๆในชีวิตที่จะต้องทำให้ได้หรือไม่
3.มีความฝันบ้างไหม (ไม่ใช่ฝันเฟื้อง)
4.ออกแบบชีวิตไว้อย่างไร

พวกเขามักจะไม่ได้คิดหรือตอบไม่ได้เสมอๆ
ซึ่งก็ไม่แปลกครับ

เพราะสังคมบ้านเราไม่ค่อยได้สอนกันให้วางเป้าหมายระยะยาว

ไม่ค่อยได้สอนให้มีฝันที่ยิ่งใหญ่

ไม่มีสอนทั้งในหนังสือเรียนและมหาวิทยาลัย

เพราะในรั้วโรงเรียนสอนกันแค่ เรียนให้ดี สอบเทอมหน้าให้ได้เกิดดีๆแล้วจะดีเอง

ส่วนที่บ้านก็สอนคล้ายๆกัน ให้ตั้งใจเรียน หางานดีๆ จะได้สบายตอนแก่

….ต้องรอตอนแก่ถึงจะสบาย (หรือวะ ?)

 

————————————————————————
มีเรื่องเล่าครับ

 
ชายหนุ่มเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศไทย โบก Taxi ริมถนน

Taxi จอดให้เขาขึ้นรถ พอหนุ่มนั่งลงเบาะหลัง เขาก็นั่งเฉยๆ

“จะไปที่ไหนครับ ” คนขับรถถาม

“….ไม่รู้สิ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปไหนดี ?” ชายหนุ่มตอบ

“แล้วจะให้ผมทำยังไง ตกลงคุณต้องการเดินทางไปไหนสักที่ใช่ไหม ?” คนขับสงสัย

“ใช่ ผมต้องเดินทาง แต่ผมไม่รู้จะไปไหน” ชายหนุ่มเกาหัว “งั้นเอาเป็นว่าพี่ขับไปเรื่อยๆก็แล้วกัน”
คนขับกดปุ่มมิตเตอร์ แล้วขับรถออกไปแบบงงๆ มิตเตอร์ก็ค่อยๆขยับค่าโดยสารที่ละ 2-3 บาทไปเรื่อยๆ

ชายหนุ่มมองออกไปนอกหน้าตาแบบเหม่อลอย มองดูตลาด มองดูคนหาบของ มองดูรถที่ติดยาวเหยียด …….
…………………………………………………………………..

เป้าหมาย คือจุดหมายปลายทาง เปรียบได้กับปลายทางที่เราจะเดินทางไป

มิตเตอร์ หรือค่าโดยสาร เหมือนเวลาและค่าใช้จ่ายที่เราต้องสูญเสียตลอดระยะเวลาในการดำเนินชีวิต

ในชีวิตจริง แม้เราจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตเราหยุดนิ่ง

เรายังคงค่อยๆเดินหน้าไปสู่เวลาสุดท้ายของชีวิต ทีละวินาที ทีละนาที ทีละวัน

คนเรามีอายุเฉลี่ยบนโลกใบนี้ 25,000 วัน

ถ้าคุณอายุ 25 ปี คุณได้เดินทางมาแล้ว 9,125 วัน หรือประมาน 2 ใน 5 ของชีวิต
เดินทางกันมา 9,125 วัน…ไม่ทราบว่าคุณเข้าใกล้เป้าหมายและความฝันในชีวิตหรือยังครับ ? หรือเรายังคงเป็นคนหนึ่งคนที่นั่งรถ Taxi ไปเรื่อยๆ เผาเวลาและเงินทองไปโดยไม่ได้ให้คุณค่าที่แท้จริงกับสิ่งที่สำคัญต่อชีวิต
……………………………………………………………………….
ถ้าในชีวิตจริงเราเจอเหตุการณ์แบบนี้
ถ้าไม่คนขับ หรือคนโบกรถ น่าจะต้องมีสักคนที่ปัญญาอ่อนแน่ๆ
เพราะคงไม่มีใครที่ขึ้นแท๊กซี่ด้วยอาการไร้สาระแบบนั้น
แล้วเส้นทางชีวิตหรือเป้าหมายชีวิตของเราละ ?? เรามีกันหรือยัง ??

หรือเราอยากเป็นคนแก่คนหนึ่ง ที่มานั่งเสียดายชีวิตที่ผ่านมา และบ่นกับตัวเองว่าเสียดายเวลาในชีวิตที่ผ่านๆมา

 

………………………………………………………………………..
งานที่คุณทำหรือที่คุณกำลังมองหา ยังไม่สำคัญว่าเป้าหมายที่เราต้องการมันคืออะไร
สิ่งสำคัญคือเราต้องวางเป้าหมายให้ชัดเจน มีฝันที่มั่นคง

ส่วนเส้นทางหรือวิธีการที่จะเดินทางไปนั้น……มันจะปรากฎออกมาเองโดยที่ไม่ต้องมาถามใครว่าจะทำงานอะไร อาชีพและแนวทางชีวิตจะมาให้เราเลือกเองในวันที่เป้าหมายเราชัด

คนที่มีฝันชัดเจนว่าอยากจะเป็นนักบิน ได้ท่องเที่ยวทั้วโลก มีเงินเดือนสูงพอที่จะดูแลคนทั้งครอบครัว เขาก็จะเตรียมพร้อมและทำทุกอย่างเพื่อจะเป็นนักบิน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ ติวหนังสือ ฝึกษาอังกฤษ และเฝ้าติดตามสอบทุกๆครั้งที่มีการรับสมัคร

คงไม่ไปเสียเวลาไร้สาระกับการเรียนต่อ ป.โท เพราะขี้เกียจหางานหรือฆ่าเวลาไปพลางๆเพื่อจะได้วุฒิเอามาทำเท่ห์

เพราะคนที่เป้าหมายชัดเจน จะไม่ทำอะไรอันเป็นการเสียเวลาหรือขัดขวางเส้นทางที่จะไปสู่เป้าหมาย

………………………………………………………………………

ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปถาม “ผมจะไปหมอชิตครับ”

“ได้เลยครับ ขึ้นมาเลย” Taxi เชิญ

“จะไปทางด่วน หรือเข้าวิภาฯไปทางปกติครับ” Taxi ถาม

“ไปทางด่วนแล้วลงตรงหมอชิตเลยครับ พอดีผมรีบ ผมไม่อยากเสียเวลา” ชายหนุ่มตอบ

“ได้เลยครับ”

 
…………………………………….
ที่มา pantip.com/cafe/silom/topic/B11844022/B11844022.html

อาการนิ้วชา

คุณรู้สึกว่ามือเย็นและชาๆ บ่อยไหม แม้ว่าอากาศจะไม่ได้หนาวก็ตาม ถ้ามีปัญหานี้ อาจแสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับโรคเรย์นอยด์ (Raynaud’s Disease) ซึ่งเป็นสาเหตุให้ เส้นเลือดบริเวณมือตีบ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่ดี ทำ ให้เกิดอาการชา นิ้วมือซีดขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ในทางการแพทย์ยังไม่ ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ แต่น่าจะเชื่อมโยงกับการเป็นรูมาตอยด์ และมีแนว โน้มว่ายิ่งอายุมากขึ้นอาการของโรคจะยิ่งเลวร้ายตามไปด้วย

 

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

การปรับระบบการไหลเวียนโลหิตคือกุญแจสำคัญ ขิงสามารถช่วยปรับการไหลเวียนให้ดี ขึ้นได้ ลองดื่มน้ำขิงร้อนๆ วันจะแก้ว ส่วนใบแปะก๊วยก็ช่วยการไหลเวียนเลือดได้ ดีเช่นเดียวกัน หรือรับประทานผลไม้จำพวกผลเบอร์รี่ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ ช่วยขยายหลอดเลือด

 

เหงื่อออกที่ฝ่ามือ

สำหรับบางคนอาการที่เกิดขึ้นในวัยหมดประจำเดือนทำให้เหงื่อออกที่มือได้ เนื่อง จากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายเปลี่ยนแปลง อาจปรับตัว ไม่ทัน มีเหงื่อออกมาเพื่อระบายหรือปรับความร้อนในร่างกายให้เย็นลง หรืออาจเกิด ขึ้นเมื่อคุณมีความเครียดด้วยก็ได้

 

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

สมุนไพรบางอย่างสามารถช่วยลดอาการเหงื่อออกในวัยหมดประจำเดือนได้ ควรหลีกเลี่ยง เครื่องดื่มร้อนๆ และอาหารรสจัด ซึ่งจะไปเพิ่มความร้อนในร่างกาย หากรู้สึก เครียด ให้หยดน้ำมันหอมกลิ่นลาเวนเดอร์สัก 2-3 หยดลงบนกระดาษทิชชู เอาไว้สูดดม เมื่อรู้สึกเครียด

 

จุดสีน้ำตาล และริ้วรอยเหี่ยวย่น

รอยจุดสีน้ำตาลที่ปรากฏบนมือ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี เนื่องจากโดนแสง แดดเป็นเวลานาน มักจะเกิดขึ้นกับคนในวัย 40 ขึ้นไป หากเกิดขึ้นกับผิวของคุณ แสดงว่าถึงเวลาแล้วที่คุณต้องหันมาใส่ใจกับการทาครีมกันแดดให้มากขึ้น ส่วนริ้ว รอยเหี่ยวๆ ย่นๆ บนมือก็บ่งชี้ว่าผิวพรรณกำลังขาดความชุ่มชื้นอย่างหนัก

 

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

จุดเหล่านี้สามารถจางลงได้ง่ายๆ ด้วยการใช้น้ำมะนาวมานวดถูมือเป็นประจำ และอย่า ลืมทาครีมสำหรับทามือที่มีส่วนผสมของสารกันแดด แม้ว่าจะเป็นหน้าฝนก็ตาม การ เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างผัก ผลไม้สดก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ผิวโดนแผดเผาทำลายจากแสงแดดได้วิธีหนึ่ง หรือ ถ้าต้องการป้องกันอย่างล้ำลึกก็อาจทานอาหารเสริมร่วมด้วยก็ได้

 

คุณสามารถวัดอายุผิวด้วยวิธีง่ายๆ โดยการดึงผิวหนังบริเวณหลังมือแล้วปล่อย หาก ผิวไม่กลับคืนเหมือนเดิมในทันที แสดงว่ากำลังขาดความชุ่มชื้นอย่างหนัก ควรดื่ม น้ำให้มากขึ้นให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อคืนความเปล่งปลั่งชุ่มชื้นให้ ผิวเหมือนสมัยสาวๆ

 

ปวดมือ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ และเริ่มรู้สึกปวดหรือเมื่อยล้า บริเวณมือและข้อ นั่นเป็นเพราะคุณพิมพ์ดีดเป็นเวลานานเกิน ทำให้เส้นเอ็นถูกใช้ งานมากเกินไป จนรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณมือ

 

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

ควรพักจากการใช้คอมพิวเตอร์ไปทำอย่างอื่นเสียบ้าง เปลี่ยนอิริยาบถ ลุกขึ้นบิด ขี้เกียจคลายความเมื่อยล้า หรือเดินบ้าง อาจลุกไปชงกาแฟ หรือจะนั่งออกกำลังให้ มือด้วยวิธีง่ายๆ ก็ได้ เริ่มโดยกำมือให้แน่นประมาณ 10 วินาที จากนั้นคลายมือ ออกโดยพยายามกางนิ้วมือให้ยืดออกมากที่สุดเท่าที่จะยืดได้ แล้วปล่อยมือตามปกติ ก่อนจะทำซ้ำตั้งแต่เริ่มอีก 5-10 ครั้ง

 

ผื่นแดง

ผื่นแดง และอาการแสบร้อนที่มักเกิดบริเวณหลังมือ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการแพ้สาร เคมี อย่าง ผงซักฟอก หรือพวกน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ และบางครั้งอาจจะเกิดจากการ ใช้ถุงมือยางเป็นเวลานาน จนทำให้ผิวอ่อนบาง แพ้ง่าย โดนอะไรนิดหน่อยก็คันและ เป็นผื่นง่าย

 

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

ทาครีมสำหรับลดผื่นคัน หากต้องการป้องกันไม่ให้เกิดอาการผื่นแดงขึ้นอีก สามารถ เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวด้วยการนวดด้วยน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันจากเมล็ด อัลมอนด์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีที่แพ้ ไปใช้พวก ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีนั้นๆ แทน

 

หัตถศาสตร์ : ศาสตร์แห่งการดูลายมือ

นักอ่านลายมือเชื่อว่าเส้นสำคัญที่เชื่อมโยงกับสุขภาพของคนเราคือเส้นชีวิต ลอง มองดูที่มือข้างซ้ายสิ จะเห็นจุดเริ่มต้นของเส้นชีวิตจะอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่ มือกับนิ้วชี้โค้งยาวลงไปถึงฐานของมือ เส้นนี้แสดงถึงระดับพลังอันเข้มแข็ง ขณะ ที่เส้นเล็กๆ ที่แยกออกไปจากเส้นนี้บ่งชี้ว่าเจ้าของฝ่ามือกำลังเผชิญกับความ เครียด เส้นสมอง อยู่ถัดขึ้นไปจากเส้นชีวิต เชื่อมโยงกับเรื่องของอารมณ์ สุขภาพ จิต หากมีเส้นตัดจนเกิดเป็นแท่งเล็กๆ แสดงว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้าหรือ กังวลเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่

 

เส้นหัวใจ

เป็นเส้นที่อยู่บนเส้นสมอง เส้นนี้จะบอกเกี่ยวกับชีวิตรักและสุขภาพ ของหัวใจ ถ้ามีจุดๆ เกาะกลุ่มกันเหมือนเกาะเล็กๆ แสดงว่าคุณมีแนวโน้มที่จะมี ปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด ส่วนเส้นสุขภาพ คือเส้นระหว่างนิ้วก้อยและนิ้วนางที่ โค้งลงไปถึงฐานของนิ้วหัวแม่มือ เป็นเส้นที่บ่งชี้ถึงสุขภาพกาย ถ้าเห็นไม่ชัด หรือไม่มีเส้นนี้ แสดงว่าสุขภาพของคุณยังแข็งแรงดีอยู่ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

 

นวดกดจุด

นักนวดกดจุดเชื่อว่าจุดต่างๆ บนฝ่ามือนั้นเชื่อมโยงกับอวัยวะส่วนต่างๆของร่าง กาย การนวดกดจุดเหล่านี้สามารถช่วยวิเคราะห์และรักษาอาการผิดปกติต่างๆ ของอวัยวะเหล่านั้นได้ อย่างอวัยวะที่เป็นคู่ เช่น ปอด จะเชื่อมโยงกับจุดบนมือ ทั้งสองข้าง ขณะที่อวัยวะใดที่อยู่ด้านซ้ายของร่างกายก็จะเชื่อมโยงกับจุดบนมือ ซ้าย เช่นเดียวกับอวัยวะด้านขวาก็จะปรากฏตำแหน่งของมันอยู่ที่มือขวา นักบำบัดจะ รู้เมื่อกดลงไปเจอจุดบอบบางหรือก้อนเล็กๆ ว่ามันกำลังบ่งชี้ถึง “พลังอันอ่อน ล้า” ของอวัยวะส่วนใด

 

คุณสามารถนวดกดจุดฝ่ามือได้ด้วยตัวเอง โดย

- ลดอาการคั่งของเลือด : นวดปลายนิ้วโดยเริ่มจากนิ้วก้อยแล้วไล่ไปเรื่อยๆ จนถึง นิ้วหัวแม่มือ จะช่วยลดอาการของไซนัสได้

- ลดความเครียด : บริเวณที่ติดกับฐานของนิ้วหัวแม่มือเชื่อมโยงกับต่อมควบคุม เกลือและน้ำของร่างกายซึ่งจะทำงานหนักเมื่อคุณเครียด ลองนวดเบาๆ สิ จะช่วยลด ความตึงเครียดในวันอันแสนยุ่งเหยิงของคุณได้ดีทีเดียว

 

การอ่านลายมือแบบจีน

ทางตำราแพทย์จีน รูปทรงของมือสามารถบ่งบอกถึงบุคลิกของคุณได้นะ มาดูสิว่าคุณ เป็นคนแบบไหนบ้าง

- ฝ่ามือทรงสี่เหลี่ยม-นิ้วสั้น : เป็นคนใฝ่รู้ ชอบฝึกฝนทดลองและขยัน

- ฝ่ามือยาว-นิ้วสั้น : เป็นคนที่มีลางสังหรณ์ และบางครั้งก็หุนหัน ใจเร็ว

- ฝ่ามือยาว-นิ้วเรียวยาว : เป็นคนอ่อนไหวและมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว

- ฝ่ามือเป็นสี่เหลี่ยม-นิ้วยาว : เป็นคนฉลาด ไหวพริบปฏิภาณดี

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/11/blog-post_3543.html

วันนี้เกร็ดความรู้มี 10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็วมาบอกกัน…

1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด ต่ำ แต่นี่จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม

2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็น สาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น

3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคสมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์

4. ทานของหวานมากเกินไป จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็น ประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง

5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็น มลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

 

6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน การอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์ สมองตายได้

7. นอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความ คิดจะทำให้สมองฝ่อ

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง

รู้อย่างนี้แล้วก็หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กล่าวมาจะดีกว่า เพื่อจะได้มีสมองที่ดี.

 

 

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/11/10_14.ht

นอกจากการออกกำลังกายจะเป็นการลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกายลงแล้ว การที่เราพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคลอเรสเตอรอล ก็น่าจะเป็นวิธีการที่ดี โดยสามารถทำได้ดังนี้

 

-หลีกเลี่ยงไข่แดง เครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด เช่น ปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม

-หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน หรือใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันสัตว์ น้ำมันพืชที่สกัดจากเมล็ดพืชจะมีกรดไลโนเลอิก ที่เป็นตัวนำคอเลสเตอรอลไปเผาผลาญได้ดี

-หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ ไขมันปรุงแต่ง

-หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ที่มีมันสัตว์ติดอยู่มาก เช่น หมูสามชั้น หมูกรอบ เบคอน กุนเชียง ไส้กรอก

-หลีกเลี่ยงหนังสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นหนังปลาบางๆ เช่น หนังปลาทู หนังปลาสลิด หนังปลาช่อน

-หลีกเลี่ยงขนมหวาน โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของนม เนย กะทิ ไข่แดง เช่น เค้ก คุ้กกี้ ขนมอบต่างๆ ไอศกรีม แกงบวดต่างๆ สังขยา หม้อแกง ฯลฯ

-งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ จะสะสมเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

-งดบุหรี่ จะช่วยเพิ่มเอชดีแอล คอเลสเตอรอล

-ควรดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมที่มีไขมันเต็มส่วน รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมก็ควรเลือกที่ไขมันต่ำ

-รับประทานเนื้อปลา แต่ควรหลีกเลี่ยงไข่ปลา พุงปลา ซึ่งมีคอเลสเตอรอลสูง

-ควรเพิ่มอาหารพวกผักใบต่างๆ และผลไม้บางชนิดที่มีกากใย เช่น ผักคะน้า ผักกาด ฝรั่ง ส้ม ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมไขมันน้อยลง

-พยายามลดน้ำหนักตัว ในกรณีที่มีน้ำหนักเกิน การรู้จักเลือกวิธีประกอบอาหารและส่วนผสมที่เหมาะสม จะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการประกอบอาหารต่อไปนี้ อาจช่วยคุณได้

-ก่อนประกอบอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ควรตัดส่วนที่เป็นหนังและไขมันออกก่อน

-เลือกรับประทานปลาทูน่ากระป๋องชนิดในน้ำเกลือ ถ้าเป็นปลาทูน่าในน้ำมัน ควรเทน้ำมันทิ้งให้หมด

-หลีกเลี่ยงการประกอบอาหารด้วยการชุบแป้งทอด ซึ่งจะทำให้อมน้ำมัน

-เปลี่ยนแปลงการปรุงอาหารเป็น นึ่ง ต้ม อบ ย่าง ยำ แทนการทอดหรือผัด

-ควรย่างเนื้อสัตว์บนตะแกรง เพื่อให้น้ำมันหยดออกได้ และหลีกเลี่ยงการทาด้วยเนย กะทิ ระหว่างย่าง

-หากจำเป็นต้องทอด ควรเลือกใช้กระทะที่ไม่ติดอาหาร โดยใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด

-หากจะทำแกงกะทิ ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นแกงป่า ซึ่งไม่ใส่กะทิแทน หรืออาจใช้นมพร่องไขมันแทนกะทิ

-อาหารประเภทอบ ให้ใช้เนย นม ที่มีไขมันต่ำ หรือลดปริมาณเนย นม ที่ต้องใช้ลงจากปกติ ใช้ไข่แดงเป็นส่วนผสมให้น้อยที่สุด

-ซุปใส นำไปใส่ในตู้เย็น ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วตักส่วนที่เป็นไขมันออก

-ซุปข้น ที่ต้องใช้ไขมันเป็นส่วนประกอบ ให้เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทไขมันต่ำแทน หรือใช้แป้งข้าวโพด เมื่อต้องการให้ซุปข้น

-หลีกเลี่ยงการทำอาหารด้วยการใช้น้ำตาล เกลือ กะทิ เนย ในปริมาณมาก แต่อาจเพิ่มรสชาติด้วยเครื่องเทศ หรือใช้ซอสมะเขือเทศหรือน้ำสับปะรดหมักอาหาร เพื่อเพิ่มรสชาติ

-เพิ่มรสชาติอาหารด้วยเครื่องปรุงอาหารประเภทสมุนไพร เช่น รากผักชี กระเทียม พริกไทย ขิง ข่า ใบมะกรูด กระชาย ใช้เครื่องปรุงที่มีรสเค็มแต่น้อย หลีกเลี่ยงผักดอง ผลไม้ดอง น้ำจิ้มต่างๆ ในปริมาณมาก

 

จะเห็นว่าถ้าเราควบคุมการรับประทานอาหาร ก็น่าจะทำให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง เสี่ยงต่อการเจ็บไข้ได้ป่าย โดยเฉพาะไขมันอุดตันในเส้นเลือดจากระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกายที่สูงเกิน น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นควรหันมาใส่ใจพฤติกรรมการรับประทานของพวกเรากันดีกว่าครับ

 

 

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/11/blog-post_6693.html

ในฤดูฝน คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายคงจะกังวลเรื่องไข้เลือดออกที่มักจะระบาด กัน ในช่วงนี้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขก็รณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะ พันธุ์ยุงลาย ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ป้องกันไม่ให้มีน้ำขังในบ้าน น้ำที่รองขาตู้ กับข้าวก็ให้เอาน้ำส้มสายชู หรือเกลือผสมลงไป รวามทั้งหาฝาโอ่งน้ำ ถังน้ำ ตุ่ม น้ำในบ้าน เพื่อป้องกันยุงมาวางไข่ นอกจากนี้ยังอาจใช้ยาฆ่ายุง ยากันยุงรูปแบบ ต่าง ๆ ซึ่งในท้องตลาดมีด้วยกันหลายยี่ห้อ ปัจจุบันยาทากันยุง เป็นวิธีป้องกัน ที่เริ่มใช้กันแพร่หลาย มีโฆษณาให้เห็นกันทั่วไป ราคาไม่แพง และใช้สะดวก มีทั้ง แบบน้ำและแป้งฝุ่น แต่เราควรรู้ว่าจะเลือกใช้ชนิดใด จึงจะดีและปลอดภัยที่สุด สำหรับครอบครัวและลูกสุดที่รักของเรา

 

ส่วนประกอบของยาทากันยุงมักจะเป็นสาร Diethyltoluamide, Dimethyl Phthalate ซึ่งกลิ่นไอของสารสามารถไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ ไม่ให้เข้าใกล้เรา ชนิดน้ำอาจใช้ แอลกอฮอล์ผสม เนื่องจากสารดังกล่าวละลายในน้ำไม่ดี นอกจากนี้ยังอาจมีสารอื่น ๆ ช่วยในการแต่งสีหรือกลิ่น ทำให้ยาน่าใช้มากยิ่งขึ้น ยังสามารถนำมาใช้ทากันยุงบน ผิวหนัง เสื้อผ้า แต่ควรจะใช้อย่างระมัดระวัง เพราะมีรายงานว่าอาจเกิดอันตราย ถึงชีวิต โดยเฉพาะถ้าใช้มากเกินไปในเด็กเล็ก จึงควรใช้มุ้งหรือมุ้งลวดป้องกัน ยุงกัดจะดีกว่า หากจำเป็นให้ทายาเพียงเล็กน้อยที่บริเวณที่เสื้อผ้าของเด็กแทน ที่จะถูกผิวโดยตรง สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ไม่ควรทาใกล้ตา ผิวหนังที่เป็นแผลหรือ เนื้อเยื่ออ่อน หากเผลอรับประทานเข้าไปควรทำให้อาเจียนโดยใช้นิ้วล้วงคอ แล้วรีบ นำส่งโรงพยาบาล ทันที

นอกจากสารเคมีแล้วยังมีสมุนไพรหลายอย่างที่ช่วยไล่ยุงได้ เช่น ตะไคร้หอม ซึ่งมี สาร Citronella oil และไอของสาร Citrus oil จากการเผาเปลือกส้ม ซึ่งจะมีความ ปลอดภัยมากกว่า แต่เราก็ควรใช้อย่างระมัดระวังเช่นเดียวกัน

 

ยุงนำโรคอันตรายถึงชีวิต หากคิดใช้ยากันยุงต้องรู้วิธีใช้อย่างถูกต้อง แล้วเรา จะปลอดทั้งโรคและภัย มีความสุขทั้งครอบครัวและลูกสุดที่รักของเรา

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com/2007/11/blog-post_9190.html

 

การกำหนดเป้าหมายประจำวัน : จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในชีวิต

 

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกคนคงจะมีเป้าหมายในชีวิตกันทุกคน บางคนอยากประสบความสำเร็จด้านการงาน บางคนต้องการประสบความสำเร็จด้านการเงิน ด้านการศึกษา ด้านครอบครัว เช่น บางคนตั้งใจจะศึกษาต่อตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำงาน ตอนนี้ทำงานผ่านไปแล้วสิบปีก็ยังไม่ได้เริ่ม บางคน

ตั้งใจจะเก็บเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ ถึงตอนนี้ยังไม่มีเงินเก็บเลยแม้แต่บาทเดียว (มีแต่เงินที่เก็บไว้ใช้หนี้ตอนสิ้นเดือน)  บางคนอยากจะไปเที่ยวเมืองนอก ถึงตอนนี้ได้ไปเพียงแค่นอกเมือง อีกสารพัดเป้าหมายที่เรามักจะไม่ได้ตามเป้า

แต่ถ้าลองพิจารณาดูให้ดีเรามักจะพบว่าเป้าหมายนั้นๆมักจะไม่ค่อยก้าวหน้า มักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จนั้นเหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราไม่มีความสามารถ เราไม่มีโชค แต่…อยู่ที่ขาดการวางแผนการปฏิบัติสู่เป้าหมายนั่นเอง บางคนอาจจะบอกว่ามีแผนชัดเจนว่าปีนั้นปีนี้จะทำอะไร

เท่านี้ยังไม่พอหรอกครับ แผนปฏิบัติที่ผมหมายถึงในที่นี้คือแผนปฏิบัติรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน

 

 

การกำหนดเป้าหมายและแผนการปฏิบัติรายวันคือหัวใจสำคัญในการนำไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายระยะยาวในชีวิตที่เรากำหนดไว้ เช่น เราต้องการเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับโลกภายใน 10 ปี ต้องการเป็นผู้บริหารภายใน 5 ปี แต่ถ้าวันนี้ พรุ่งนี้เรายังไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรบ้าง

รับรองได้ว่าโอกาสที่เป้าหมายนี้จะประสบความสำเร็จคงจะไม่มีเลย

 

ถ้าบอกว่าให้เราเดินทางไกล 100 กิโลเมตร ถ้าบอกว่าให้เราอ่านหนังสือปีละ 12 เล่ม ถ้าบอกให้เราเก็บเงินปีละ 18,250 บาท ถ้าบอกให้เราท่องศัพท์ภาษาอังกฤษปีละ 182 คำ ถ้าบอกให้เราออกกำลังกายปีละ 100 ครั้ง ฯลฯ เราจะรู้สึกว่าเป้าหมายเหล่านี้ยากมาก หรือเป็นไปไม่ได้

 

 

แต่…ถ้าเราแตกเป้าหมายใหญ่ลงมาเป็นเป้าหมายย่อยรายวันเราก็จะได้เป้าหมายใหม่ดังนี้ เดินวันละ 500- 600 ก้าว (ปกติเราก็เดินมากกว่านี้อยู่แล้ว) หรือถ้ายังยากอยู่ก็ให้ตั้งเป้าหมายชั่วโมงละ 20 – 25 ก้าว  อ่านหนังสือวันละ 1 หน้า เก็บเงินวันละ 50 บาท ท่องศัพท์วันละ

ครึ่งคำ(สองวันต่อหนึ่งคำ) ออกกำลังกายวันสามวันต่อหนึ่งครั้ง(สัปดาห์ละ 2 ครั้ง) เราจะเห็นว่าเป้าหมายในชีวิตที่ยากๆจะง่ายขึ้น

 

 

สำหรับเทคนิคที่จะช่วยให้ท่านผู้อ่านประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายชีวิตประจำวันมีดังนี้

 

 

แตกเป้าหมายหลักหรือเป้าหมายใหญ่ๆให้เล็กลงจนถึงเป้าหมายระดับรายวัน เหมือนกับการที่บริษัทตั้งยอดขายรวม แล้วค่อยๆแตกเป้าหมายของยอดขายมาถึงตัวแทนขายแต่ละคน เป้าหมายในชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน

 

เลิกมองเป้าใหญ่ เมื่อเราแตกเป้าหมายลงมาเป็นเป้าหมายรายวันแล้ว ขอให้โฟกัสชีวิตมาที่รายวัน เพราะถ้าทุกวันเราประสบความสำเร็จ ความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ไม่หนีไม่ไหนแน่นอน ถ้าเรายังเหลือบไปมองเป้าหมายใหญ่อยู่บางครั้งอาจจะทำให้เราท้อแท้ได้ เช่น ในขณะที่เราวิ่ง

หนึ่งพันเมตรถ้าเรามองเป้าไปที่การวิ่งแต่ละก้าว เราจะไม่ค่อยเหนื่อย แต่ถ้าเราเผลอมองไปข้างหน้าและเห็นระยะทางอีกยาวไกล อาจจะทำให้ใจเราท้อเสียก่อน

 

การจัดลำดับเป้าหมายชีวิตรายวัน เนื่องจากในชีวิตคนเรามีเป้าหมายหลายอย่าง หลายด้าน เมื่อแตกย่อยลงมาเป็นเป้าหมายรายวันแล้ว อาจจะทำให้เป้าหมายแต่ละเรื่องตีกัน เราควรจะจัดลำดับความสำคัญ จัดเวลาให้เป้าหมายแต่ละตัวให้ชัดเจน เช่น เป้าหมายที่ต้องทำทุกวันอาจจะต้องทำ

ก่อน เป้าหมายที่ทำสัปดาห์ละครั้งสองครั้งอาจจะทำทีหลัง เป้าหมายไหนต้องทำในเวลาที่แน่นอนจะต้องทำก่อนเป้าหมายที่ไม่ได้กำหนดเวลา เช่น เป้าหมายในการสวดมนต์ก่อนนอนจะต้องทำเฉพาะเวลานอนเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ควรมีเป้าหมายอย่างอื่นมาแทรกในช่วงนี้

 

จดบันทึก/วางแผน/ผลการบรรลุเป้าหมายของแต่ละวัน ใครที่มีไดอารี่อยู่แล้วควรจะมีการกำหนด ทบทวนเป้าหมายทุกวันว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง เมื่อไหร่ เมื่อผ่านไปแล้วหนึ่งวันก็ให้จดบันทึกไว้ว่าเป้าหมายอะไรบ้างที่บรรลุอะไรบ้างที่ไม่บรรลุ เราจะได้นำไปแก้ไขปรับปรุงในการกำหนด

เป้าหมายในวันต่อๆไปได้

 

จัดทำกราฟความก้าวหน้าของเป้าหมายรายวัน ถ้าเรานำเอาผลการบรรลุเป้าหมายมาจัดทำเป็นกราฟ นอกจากจะทำให้เรามองเห็นความสำเร็จที่ชัดเจนแล้ว ยังจะช่วยให้เรามีกำลังใจในการกำหนดเป้าหมายรายวันเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

 

สรุป การกำหนดเป้าหมายชีวิตรายวันจะช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายที่สำคัญๆในชีวิตได้ โดยที่เราจะไม่รู้สึกว่าเป้าหมายนั้นๆยากเกินไป สูงเกินไป เพราะในแต่ละช่วงเวลาโดยเฉพาะเวลาแห่งชีวิตหนึ่งวันนั้น ถ้าเรามองเป้าหมายห้าปีหรือสิบปีจะทำให้เราเกิดความท้อแท้เนื่องจากเรา

มองเป้าใหญ่ในเวลาที่จำกัดคือหนึ่งวันหรือยี่สิบสี่ชั่วโมง หรือเหมือนกับเราเดินผ่านโชว์รูมรถยนต์ที่มีราคาเป็นแสน แต่เมื่อล้วงกระเป๋าตังค์ออกมาดูเรามีเงินเพียงหลักพันบาท เรารู้สึกว่าเป้าหมายในการเป็นเจ้าของรถยนต์ราคาเป็นแสนนั้นห่างไกลมาก แต่ถ้าเราเทียบเงินในกระเป๋าตังค์

วันนี้กับล้อรถยนต์หรือยางรถยนต์เป้าหมายของเราก็จะมีความใกล้เคียงมากขึ้น

 

สุดท้ายนี้หวังว่าท่านผู้อ่านที่มีเป้าหมายความสำเร็จในชีวิตทุกคน คงจะสามารถนำเทคนิคการกำหนดเป้าหมายชีวิตประจำวันไปใช้ได้บ้างนะครับ และอยากจะให้ข้อคิดเพิ่มเติมว่า ถ้าเรายังไม่สามารถวางแผน ดำเนินการกระทำและวัดผลของเป้าหมายชีวิตประจำวันได้แล้ว รับรองได้ว่า

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

 

 

“ความสำเร็จเริ่มต้นจากการกระทำ การกระทำจะสำเร็จเริ่มต้นจากเป้าหมาย

 

เป้าหมายจะสำเร็จเมื่อเราเริ่มจากเป้าหมายที่ง่ายๆและสามารถปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน”

 

 

 

 

 

ที่มา : http://www.peoplevalue.co.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=539104215&Ntype=1

อย่าเลือกการสร้างโมเมนตัมที่ไม่เหมาะสมกับตัวคุณเอง

(ชี้แจง…ไม่มีเจตนาโจมตีเกี่ยวกับธุรกิจ สินค้า หรือการทำงานใดๆทั้งสิ้น

เป็นเพียงประสบการณ์ของผมที่เลือกการทำงานที่ไม่เหมาะกับตัวเอง

เพราะการทำงานที่ผมจะกล่าวนี้อาจจะเหมาะกับบางคนก็ได้ แต่มันไม่เหมาะกับผม

น่าขำที่ผมวางแผนจะสร้างโมเมนตัมด้วยการทำงานแบบนี้แบบฝันเฟื่อง)

มาดูกันเลย…

“คุณพลวัต คุณอยากให้องค์กรใหญ่โต และทำเงินให้คุณไหม”

Read the rest of this entry »